Category: ไลฟ์สไตล์

ตั้งเป้าหมายฮิตติดอันดับทุกปี ที่ต้องทำให้ได้ก่อนสิ้นปี

เมื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่ มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมักจะนิยมทำ คือ การตั้งเป้าหมายในสิ่งที่จะต้องทำให้ได้ก่อนหมดปี บางคนก็เริ่มตั้งเป้าหมายใหม่ แต่บางคนก็เอาเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อปีที่ผ่านมากลับมาตั้งในปีนี้ต่อ เนื่องจากยังทำไม่สำเร็จจึงต้องนำมันกลับมาสานต่อให้สำเร็จในปีนี้

                เชื่อได้ว่าเป้าหมายของแต่ละคนก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี เพราะด้วยวุฒิภาวะที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้มีความคิดที่หลากหลายขึ้น การมองการณ์ภาพในอนาคตจึงมองได้ไกลขึ้น เป้าหมายในชีวิตจึงต้องสูงขึ้นตามไปด้วย แต่มีเป้าหมายอยู่ 3 สิ่ง ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ทั้งสามสิ่งนี้ก็ยังฮิตติดอันดับในเป้าหมายแทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้

                1. ลดน้ำหนัก

                เป้าหมายนี้คงเป็นเป้าที่สาวหลายคนตั้งไว้อย่างแน่นอน และเชื่อได้ว่าคงตั้งมาในทุก ๆ ปีใช่ไหมละ แต่น่าแปลกว่าทำไมเป้าหมายนี้ถึงยังคงวนกลับมาใหม่ทุกปี นั้นแสดงว่าปีที่มายังไม่ประสบความสำเร็จ อาจเป็นเพราะว่าเวลาที่ตั้งเป้ามักจะตั้งไว้แบบลอย ๆ ว่าจะลดน้ำหนัก แต่ไม่มีการระบุอย่างชัดเจนว่าจะลดเหลือกี่กิโล จึงทำให้เป้าหมายนี้ไม่ประสบความสำเร็จเสียที ต้องลองเปลี่ยนวิธีการตั้งเป้าหมาย ระบุให้ชัดเจนเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้กับตัวเอง แต่อันที่จริงแล้ว สำหรับเรื่องการลดน้ำหนักต่อให้ไม่ตั้งเป้าหมายในแต่ละปี ก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ เพื่อสุขภาพร่างกายและรูปร่างที่งดงาม

                2. เก็บเงินเที่ยว

                แน่นอนว่าอุตส่าห์ทำงานเก็บเงินก็ควรต้องหาเวลาใช้เงินบ้าง การหาเวลาออกไปเที่ยวไปพักผ่อน คือ การใช้เงินที่คุ้มค่ามากที่สุด ดีกว่าเอาเงินที่เก็บมาต้องไปจ่ายเป็นค่าหมอค่ารักษาพยาบาลแทน สำหรับใครที่ในปีที่ผ่านมายังไม่มีเป้าข้อนี้ในชีวิต ปีใหม่นี้ก็ลองเพิ่มเข้าไปอีกสักข้อ เพราะชีวิตของคุณมีค่ามากกว่างาน อย่าทุ่มเทให้กับงานจนลืมการให้ความสุขแก่ตัวเอง และที่สำคัญไม่แน่ว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่อาจจะกำลังรอให้คุณมีเวลาเหลือพอพาพวกท่านท่องเที่ยวบ้างก็ได้

                3. หาคนรัก

                สำหรับข้อนี้ไม่จำกัดว่าเป็นเพศใด แต่จำกัดเฉพาะสถานะของคนโสดเท่านั้น ที่จะต้องมีเป้าหมายข้อนี้อยู่ในชีวิต ตั้งเป้ามาทุกปี ปีที่ผ่านมาเนื้อคู่ก็ยังไม่มา ปีใหม่ก็เลยจำเป็นต้องกลับมาตั้งใหม่อีก ถ้าปีใหม่นี้ยังไม่มาอีก ปีหน้าก็ยังคงเอากลับมาตั้งใหม่อีก ต้องตั้งไปจนกว่าจะเลิกโสด จึงกลายเป็นเป้าหมายยอดฮิตของใครหลาย ๆ คน

                และสำหรับคุณละ เป้าหมายในปีนี้ของคุณมีอะไรบ้าง และตอนนี้เริ่มทำอะไรไปบ้างแล้วหรือยัง หากใครที่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมาย หันกลับไปหยิบกระดาษขึ้นมาสักแผ่น และเขียนเป้าหมายที่คุณต้องทำให้ได้ลงไป พอถึงสิ้นปีแล้วคุณยังทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียดาย เพราะอย่างน้อยคุณได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว การมีเป้าหมายจะทำให้คุณมองเห็นเส้นทางเดินของชีวิตตัวเองได้ชัดเจนขึ้นมากเลยทีเดียว

เป็นติ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่จะผิดหากไม่เป็นติ่งที่ดี

ถ้ามีโอกาสไปตามห้างสรรพสินค้าอย่าง สยามสแควร์ สยามพารากอน มาบุญครอง อาจจะมีโอกาสได้เจอเข้ากับแฟนคลับกลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่มที่มานั่ง มานอน รอดาราศิลปินที่เขาชื่นชอบ หรือยุคนี้วัยรุ่นเขาจะเรียกกันสั้น ๆ ว่า ติ่ง แล้วตามด้วยชื่อของดาราที่ชื่นชอบนั้น ๆ

                แต่หากลองสังเกตให้ดี ติ่งส่วนใหญ่แทบจะ 80% เป็นนักเรียน นักศึกษา บางคนมาในขณะที่ยังใส่เครื่องแบบสถานศึกษาอยู่เลย และที่สำคัญดึกดื่นเที่ยงคืนแค่ไหนก็ยังรอ ต้องบอกเลยว่ายอมใจติ่งเหล่านี้เสียจริง ซึ่งการเป็นติ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่มีเรื่องที่อยากเตือนเป็นข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับติ่งนักเรียน นักศึกษา คือ

                เรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบ อย่าเป็นติ่งจนลืมสถานะของตัวเองว่ามีหน้าที่หลักคืออะไร การร่ำเรียนศึกษาหาความรู้ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง อย่าเลือกที่จะโดดเรียนเพื่อไปวิ่งตามดาราที่ชื่นชอบ เพราะดาราที่คุณชอบ เขาไม่สามารถทำให้คุณเรียนจบและมีอนาคตที่ดีได้ เลือกแบ่งเวลาให้เหมาะสม เวลาไหนที่มีเรียนต้องเลือกเรียนก่อน เวลาไหนว่างค่อยไปหาความสุขให้ตัวเอง ติ่งของคุณคงจะไม่ยินดีหรอกถ้าคุณเลือกเขามากกว่าอนาคตของตัวเอง

                เรื่องของการใช้เงิน เห็นติ่งบางคนทุ่มเทซื้อข้าวซื้อของให้ดาราที่ชื่นชอบเป็นจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งรวมเงินกันซื้อป้ายโฆษณา เพื่อให้ดาราของตนได้ขึ้นไปตั้งเด่นตระหง่านอยู่บนใจกลางเมือง ซึ่งราคาก็ไม่ใช่ถูก ๆ ยิ่งเห็นก็ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะขึ้นชื่อว่านักเรียน นักศึกษา คงมีจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถหาเงินใช้ได้ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน เงินที่ได้มาเรียนในแต่ละวันก็คงหนีไม่พ้นพ่อแม่ ฉะนั้น คิดจะใช้เงินแต่ละบาทควรมีความพอดี และความเหมาะสม ไม่ควรใช้เงินเกินตัว และที่สำคัญไม่ควรยอมปล่อยให้ตัวเองอด เพื่อแลกกับการนำเงินไปใช้ให้กับดาราที่ชื่นชอบอย่างเด็ดขาด

                เรื่องที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง จริงอยู่ว่าดาราที่ชื่นชอบ คือ บุคคลในดวงใจ เห็นเขาทำอะไรก็อยากที่จะทำตาม แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเอาเป็นแบบอย่างได้ ควรเลือกเฉพาะส่วนที่ดีและสิ่งที่น่าจดจำไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ หรือการปฏิบัติตัว อันไหนที่คิดว่าเป็นเรื่องดี ๆ ก็สามารถทำตามได้ แต่อันไหนที่เห็นว่าไม่เหมาะไม่ควรก็อย่าเอามาใช้ในชีวิต และอีกประการอย่าให้การสนับสนุนจนลืมเรื่องของพื้นฐานความเป็นจริง เพราะเห็นมีติ่งจำนวนไม่น้อย ที่เมื่อดาราของตนเองถูกโจมตีในทางเสียหาย ก็มักจะออกตัวโจมตีฝ่ายตรงข้ามกลับเสมอ โดยไม่ได้คิดพิจารณาไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน ไม่ผิดที่คุณจะรักแต่ต้องรักอย่างมีสติและเหตุผล

                นี้ก็เป็นแค่เพียงเรื่องคร่าว ๆ ที่อยากจะฝากเตือนน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ที่มีสถานะเป็นติ่งเอาไว้เล็กน้อย เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ผิดหรอกหากคุณจะเป็นติ่งใครสักคน เพราะนั่นคือความสุขและประสบการณ์ที่คุณเลือกได้ด้วยตัวคุณเอง  

ปีชงไม่ได้แย่อย่างที่คิด 3 วิธีเปลี่ยนชีวิต พร้อมรับมือกับปีชง

พอก้าวเข้าสู่ปีใหม่เรื่องที่ทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะชายหรือหญิง จะหนุ่มหรือสาว หนีไม่พ้นที่จะให้ความสำคัญ คือเรื่องของโชคชะตาราศี จริงอยู่ว่าไม่มีใครรู้โชคชะตาหรืออนาคตของตัวเองล่วงหน้าได้ แต่ขอแค่ให้ได้ฟังหรืออ่านเพื่อการเตรียมพร้อมรับมือเพียงเท่านี้ก็สบายใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของปีชง ปีนี้จะมีราศีไหนชงบ้าง ชงมากน้อยแค่ไหน และทำอย่างไรที่จะแก้ชงได้ สิ้นปีเมื่อใดเป็นต้องหาคู่มือแก้ชงกันเป็นแถว

                หลายคนพอเห็นราศีเกิดของตัวเองไปติดอยู่ในหนึ่งอันดับของปีชง ก็มักจะเกิดความคิดไปไกลว่าจะต้องมีแต่เรื่องร้าย ๆ เขามาตลอดทั้งปีเป็นแน่ สิ่งแรกที่ทุกคนทำคงต้องรีบเข้าหาวัดทำบุญทำทานเพื่อแก้ปีชง ทั้งที่ผ่านมาอาจจะไม่มีความคิดเข้าวัดหาพระเลยก็ได้ ฟังแล้วก็น่าตลกดีจริงไหม แต่ก็อย่างว่าไม่มีใครรู้ได้หรอกว่า ปีชงนี้จะดีหรือจะร้าย แต่ที่รู้แน่ว่าอย่างน้อยปีชงสามารถทำให้การดำรงชีวิตของคนเราดีขึ้นได้

                1. เตือนสติตัวเองไม่ให้ใช้ชีวิตประมาท

                เมื่อรู้ตัวว่าอยู่ในช่วงปีชงก็จะพยายามรักษากายรักษาใจของตัวเองให้ห่างไกลจากอันตรายทั้งปวง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะหลายคนใช้ชีวิตแบบเลินเล่อมาโดยตลอด อยากทำอะไรก็ทำโดยไม่คิด อยากไปไหนก็ไปโดยไม่วางแผน อุบัติเหตุหรืออันตรายจึงมักเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่ถ้ารู้ตัวว่าปีชงก็จะมีความคิดรอบคอบมากยิ่งขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป ถือว่าลดความประมาทในการใช้ชีวิตได้ดีทีเดียว

                2. หันมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น

                ถ้าพูดถึงปีชงเรื่องสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะส่วนใหญ่มักจะบอกว่าคนปีชงจะต้องระมัดระวังเรื่องของการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือการได้รับอุบัติเหตุแบบไม่ทันตั้งตัว คนเกิดปีชงก็จะหันมาให้ความสนใจในเรื่องของสุขภาพและการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น จากเมื่อก่อนไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย พอรู้ว่าเป็นปีชงก็หันมาออกกำลัง นอกจากจะช่วยในเรื่องของความสบายใจยังสามารถช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นด้วย

                3. สร้างกุศลไปในตัว

                อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า หลายคนเข้าวัดทำบุญแทบจะนับครั้งได้ แต่พอเข้าปีชงวัดคือสถานที่แรกที่ต่างก็จะแย่งกันเข้า ไม่มีข้อจำกัดว่าความคิดนี้เป็นความคิดที่ถูกหรือผิด แต่อย่างน้อยก็ทำให้ใครหลาย ๆ คนได้มีโอกาสมาสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตัวเองและคนที่รัก

                เห็นไหมว่าคนปีชงใช่ว่าจะมีแต่เรื่องร้าย ๆ เข้ามาในชีวิต คนปีชงที่เจอเรื่องดี ๆ ก็มีถมไป ฉะนั้น อย่าคิดว่าปีนี้ชงทำโน่นก็ไม่ดี ทำนี่ก็ไม่ได้ จงหาคำตอบให้กับตัวเองว่าแท้ที่จริงแล้วการทำอะไรที่ผิดพลาดหรือไม่สำเร็จนั้น เกิดจากปีชงหรือการกระทำของตัวเองกันแน่

“อ่านอย่างไรให้เกิน 8 บรรทัด” การสร้างวัฒนธรรมการอ่านแบบญี่ปุ่น

เราคงคุ้นเคยกับคำล้อเลียนที่ติดหู ที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือไม่เกินแปดบรรทัด” ซึ่งคำล้อเลียนดังกล่าวก็มาจากผลสำรวจที่ระบุว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยไม่เกิน 8 บรรทัดต่อปี นั่นหมายถึงว่าเป็นเรื่องตลกร้ายที่เราอาจจะคิดว่าล้อกันขำ ๆ แต่ความเป็นจริงแล้วน่าเป็นกังวลอย่างมาก เนื่องจากการอ่านถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งหากเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นแล้วก็จะเห็นความแตกต่างในเรื่องสถิติการอ่านหนังสือกันได้ชัดเจนมาก เพราะคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการอ่าน และสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็ก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่เราจะนำมาเป็นแนวทางว่า การสร้างวัฒนธรรมการอ่านแบบญี่ปุ่นนั้น เป็นอย่างไร

การสร้างวัฒนธรรมธรรมการอ่านในประเทศญี่ปุ่น

                ญี่ปุ่นถือเป็นอีกประเทศหนึ่งในเอเชีย ที่ประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบและหลงใหล การอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือการ์ตูน ที่เราจะพบในรูปแบบของอนิเมะ ไปจนถึงหนังสือประเภทต่าง ๆ ซึ่งส่วนที่สำคัญก็มาจากการที่ญี่ปุ่นนั้นได้สร้างวัฒนธรรมการอ่านที่หยั่งลึก จนกลายเป็นนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญในเรื่องการอ่านอย่างมาก ทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางสังคมอื่น ๆ โดยเริ่มจากจัดให้มีห้องสมุดประชาชนที่ทันสมัยและหนังสือหลากหลายชนิด ซึ่งห้องสมุดแต่ละที่เป็นสถานที่สามารถไปถึงได้ง่ายและสะดวก มีบริการให้ยืมหนังสือต่อคนได้หลายเล่ม นอกจากนี้ทุกอาทิตย์ห้องสมุดจะมีกิจกรรมการอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟัง นอกจากนี้การสร้างนิสัยรักการอ่านก็เกิดจากการหมั่นสร้างความใกล้ชิดระหว่างหนังสือกับเด็กทั้งโดยที่บ้านและโรงเรียน ซึ่งคุณแม่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้เด็กเล็กก่อนวัยประถมเล่นเกม ดังนั้นเวลาว่างจากการเล่นหรือกิจกรรมอื่น คือ การอ่านหนังสือ เช่นเดียวกันกับที่โรงเรียนอนุบาลหรือสถานที่รับเลี้ยงเด็ก ที่คุณครูมักใช้เวลาว่างก่อนเข้าเรียนในตอนเช้าหรือเสร็จจากกิจกรรมในแต่ละวันอ่านนิทานให้เด็ก ๆ ฟัง

บริษัทผลิตหนังสือ กับการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมรักการอ่าน

บริษัทผลิตหนังสือยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการอ่านให้กับเด็ก ๆ อีกปัจจัยสำคัญที่ผู้เขียนคิดว่ามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กอยากอ่านหนังสือ คือ คุณภาพการพิมพ์ เช่น หนังสือที่มีรูปภาพสีสันสวยงาม มีกระดาษที่ดี มีการนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือในแนวที่น่าสนใจติดตามซึ่งดึงดูดให้เด็กอยากจับหนังสือขึ้นมาอ่าน ทั้งนี้ราคาหนังสือส่วนใหญ่ไม่แพงมากนัก ทำให้ผู้ปกครองมีกำลังซื้อหนังสือเพื่อให้ลูกอ่านได้เต็มที่ นอกจากนี้โรงเรียนมักให้ความร่วมมือกับบริษัทผลิตหนังสือในการสั่งซื้อหนังสือรายเดือนที่บริษัทหนังสือนำมาจัดส่งถึงโรงเรียน

จะเห็นได้ว่า การสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็กและเยาวชนในประเทศญี่ปุ่นนั้น จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกฝังค่านิยมการอ่านโดยเริ่มจากที่บ้าน และพ่อแม่ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการฝึก และส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสือตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัย นอกจากนี้ยังมี โรงเรียน ชุมชน และแม้กระทั่งองค์กรเอกชนที่ช่วยกันปลูกปั้นให้เด็กและเยาวชนในประเทศรักและหลงใหลในการอ่าน ไม่ปิดกั้นทางความคิดเกี่ยวกับรสนิยมในการอ่านหนังสือ จึงไม่แปลกใจที่เด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชื่นชอบและหลงรักการอ่านหนังสือ จากความชื่นชอบก็กลายเป็นทักษะสำคัญที่สามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารง่าย ๆ ที่ไม่มีวันตายไปจากโลก

เมื่อถึงช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือน หลายคนคงกำลังชะเง้อรอเงินเดือนอย่างใจจดใจจ่อ เพราะในปัจจุบันนี้อะไรก็ดูจะแพงไปเสียหมด ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้น และเมื่อรายรับไม่พอกับรายจ่าย กว่าจะถึงปลายเดือนบางคนก็กระเป๋าแบนเสียก่อน ซึ่งเมื่อเราตกทุกข์ได้ยากเช่นนี้ เราก็มักจะนึกถึงอาหารประเภทหนึ่งที่เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจในยามยาก นั่นก็คือ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” อาหารง่าย ๆ ที่ช่วยชีวิตได้ในยามจน ซึ่งเจ้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ดูจะเป็นอาหารสุดแสนจะธรรมดา บางคนออกจะเบื่อด้วยซ้ำ แต่ใครจะรู้บ้างว่ากว่าจะมาเป็นอาหารง่าย ๆ ที่ไม่เคยหายไปจากท้องตลาดนี่เอง ที่ซุกซ่อนความมหัศจรรย์เอาไว้มากมาย

อันโด โมโมฟุกุ  ผู้ริเริ่มผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จนกลายเป็นอาหารที่คนทั่วโลกรู้จัก

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกิดขึ้นครั้งแรกจากความคิดของ “นายอันโด โมโมฟุกุ” โดยในยุคนั้นเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประชาชนประสบภาวะข้าวยากหมากแพง กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นจึงแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการรณรงค์ให้ชาวญี่ปุ่นกินขนมปังที่ทำจากข้าวสาลี โดยได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา แต่นายอันโดกลับคิดว่าจำเป็นหรือไม่ที่ชาวญี่ปุ่นต้องกินขนมปัง ทั้ง ๆ ที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกับการกินบะหมี่หรือราเมน ด้วยความเป็นคนช่างสังเกต และชอบตั้งคำถามเขาจึงทดลองทำบะหมี่ที่เป็นอาหารง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำกินเองได้ สะดวก และราคาถูก นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางของ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” และนับจากนั้นหลังจากที่ลองผิดลองถูกอยู่หลายเดือน นายอันโดก็ได้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้เป็นครั้งแรก โดยตั้งชื่อบะหมี่ของเขาว่า “ชิกิ้น ราเมน” โดยนำเส้นราเมนที่ได้จากการผสมกับน้ำซุปกระดูกไก่ (โทริคะระ) ทอดในน้ำมันปาล์มไล่ความชื้นออกไป เพื่อสามารถเก็บไว้ได้นาน แค่เติมน้ำร้อนเส้นก็จะคืนสภาพเดิมและกินได้ทันทีโดยไม่ต้องปรุง ปัจจุบันชิกิ้น ราเมนยังเป็นรสที่ขายดี ที่ยังคงความอร่อย และได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

ต่อมาในปี 2507 นายอันโดจึงได้ก่อตั้งสมาคม อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป และเป็นประธานสมาคมผู้ผลิตราเมนนานาชาติ และก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ราเมนสำเร็จรูปโมโมฟุกุ อันโด กิจการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับการตอบรับดีมาก กระทั่งปี 2514 เขาได้ขยายกลุ่มผู้บริโภคไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารง่าย ๆ ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน  

เมื่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ จนกลายเป็นที่นิยมในประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้ามาในไทยราวปี พ.ศ.2514-2515 โดยยี่ห้อแรกคือ “ซันวา” ที่มีต้นแบบมาจากบะหมี่ญี่ปุ่นที่ต้องต้มก่อนกิน ตามมาด้วย ยำยำ ไวไว มาม่า ซึ่งเป็นชื่อที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ถึงขนาดที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่มักจะเรียกชื่อแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่า “มาม่า” จนในปัจจุบันนี้ก็ยังคงเรียกชื่อนี้อยู่ ในที่สุดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็กลายเป็นอาหารที่อยู่คู่สังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นอาหารที่ไม่มีใครไม่รู้จัก แม้ว่าบางคนอาจจะรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังคงบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันอยู่ไม่ขาด ซึ่งบางคนถึงขั้นนำไปทำเป็นเมนูอย่างอื่นที่หลากหลาย เช่น ยำมาม่า       ผัดมาม่า ต้มมาม่าทะเล ถือได้ว่าเป็นอาหารที่เราสามารถสร้างสรรค์เมนูได้อย่างหลากหลายตามความชอบของแต่ละคน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลายเป็นอาหารง่าย ๆ ไม่เคยตายไปจากโลก

ทำไมต้องยีนส์? เครื่องแต่งกายยอดฮิตตลอดกาล

                เนื่องจากความนิยมที่มีอย่างแพร่หลาย ทำให้กางเกงยีนส์กลายเป็นเครื่องแต่งกายที่ทุกคนจะต้องมีอย่างน้อยคนละหนึ่งตัวในตู้เสื้อผ้า ยีนส์มีต้นกำเนิดมาหลายร้อยปีแล้ว โดยคนทางตะวันตกเรียกยีนส์ว่า บลูยีนส์ เพราะยีนส์มีสีโทนน้ำเงินมาแต่กำเนิด ไม่ได้มีสีต่าง ๆ ให้เลือกอย่างในปัจจุบัน ผ้ายีนส์ใช้สำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าใส่ทำงานที่ต้องการความทนทาน ในสมัยก่อนส่วนใหญ่ทอจากเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี แต่ช่างทอผ้าชาวฝรั่งเศสเรียกเมืองนี้ว่า แชน อันเป็นที่มาของคำว่า “ยีนส์”

สำหรับการแพร่หลายของกางเกงยีนส์ในอเมริกนั้นในปี ค.ศ.1853(พ.ศ. 2396) เป็นช่วงยุคตื่นทองในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้ผู้คนมุ่งขุดหาทองที่แคลิฟอร์เนียอย่างล้นหลาม หนุ่มเยอรมันอายุ 24 ปีที่อพยพมาอยู่ในนิวยอร์ค ชื่อ ลีไว สเตราส์ (Levi Strauss) มุ่งสู่เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาตั้งใจที่จะมาเปิดร้านขายของชำของพี่ชาย ที่ซานฟรานซิสโก เพื่อรองรับลูกค้าผู้ตื่นทอง แต่ความต้องการกางเกงที่ทนทานมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้เขาคิดและผลิตแบรนด์กางเกงยีนส์แบรนด์แรกของโลกชื่อว่า Levi’s

ยีนส์ในเอเชีย

                ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศแรก ๆ ในทวีปเอเชียที่นำผ้ายีนส์มาตัดเย็บ เพื่อใช้ในการทำงานอุตสาหกรรม เพราะมีความทนทาน โดยเฉพาะในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากทหารอเมริกัน จึงเกิดแรงบันดาลใจให้วัยรุ่นญี่ปุ่นในยุคนั้นเกิดความหลงใหลในวัฒนธรรมของอเมริกา ซึ่งเป็นโอกาสดีของพ่อค้าแม่ค้าและผู้ผลิตยีนส์ในญี่ปุ่น ได้นำมาขายและทำกำไรมหาศาลจากกระแสวัฒนธรรมตะวันตก

เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักบริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นอย่าง Toyota Motor ซึ่งก่อนที่จะมาเป็นผู้นำด้านการผลิตยานยนต์ บริษัทนี้เคยผลิตยีนส์มาก่อนภายใต้ชื่อแบรนด์ Toyoda ได้พัฒนาเครื่องทอผ้ายีนส์ ทำให้ทอได้จำนวนมาก มีคุณภาพสูงและใช้แรงงานคนน้อยลง เมื่อได้รับความนิยมมากขึ้น จึงเกิดเป็นธุรกิจใหม่ จนกลายเป็นธุรกิจผลิตยีนส์รวมไปถึงเครื่องทอผ้ายีนส์ขนาดใหญ่ และถูกส่งขายแพร่กระจายไปทั่วเอเชีย รวมทั้งเข้ามาที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ยีนส์ยังคงเป็นผ้าที่น่าใส่ที่สุดในโลก

จุดประสงค์ของการผลิตกางเกงยีนส์ในยุคแรก มุ่งเน้นเพื่อให้ทนทานต่อการใส่ทำงานเพียงเท่านั้น อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้ว ดังนั้นข้อดีของกางเกงยีนส์ที่ยังคงเสน่ห์ไว้ถึงปัจจุบัน จนเป็นลักษณะ เป็นเนื้อผ้าที่ทนที่สุด เหมาะกับการใส่ทำงานโดยเฉพาะงานประเภทใช้แรงงาน รวมไปถึงทนต่อสภาพอากาศที่หนาวเย็นในทวีปต่าง ๆ ถึงแม้ปัจจุบันเราจะไม่ได้ใส่กางเกงยีนส์เพื่อต้องการความทนทานเหมือนในสมัยก่อน แต่กางเกงยีนส์ก็ยังเป็นผ้าที่ดีที่สุดในสมัยนี้

 

นักช้อปออนไลน์ ส่วนใหญ่แล้วเป็นชายหรือหญิง?

                ดูเหมือนว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในปัจจุบันนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ช้อปปิ้งผ่านสมาร์ทโฟนมากที่สุด และรองลงมาก็คือโน้ตบุ๊ค ข้อดีของการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์คือความสะดวกสบาย สามารถเลือกช้อปในวันและเวลาใดก็ได้ และยังเปรียบเทียบราคาสินค้าจากหลาย ๆ ร้านได้ นอกจากนี้ยังประหยัดเงินและเวลาในการเดินทางไปหน้าร้าน โดยเสื้อผ้ายังคงเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มลูกค้าผู้หญิง ส่วนผู้ชายจะเป็นอุปกรณ์ทางเทคโนโลยี หรืออุปกรณ์สำหรับรถยนต์

พฤติกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ของลูกค้าฝ่ายชาย

จากผลสำรวจพบว่าสินค้าที่ผู้บริโภคฝ่ายชายนิยมซื้อออนไลน์มากที่สุด คือสินค้าประเภทคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีต่าง ๆ เนื่องจากสะดวกและยังสามารถเปรียบเทียบราคาจากหลาย ๆ ร้านได้ นอกจากนี้การต่อรองราคาโดยไม่เห็นหน้ายังเป็นอีกเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ผู้ชายสนใจซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าฝ่ายชายส่วนใหญ่จะพิจารณาถึงความจำเป็นของสิ่งของนั้น ๆ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์และจะไม่ต่อรองราคามากเหมือนนักช้อปฝ่ายหญิง

การช้อปปิ้งสินค้าออนไลน์ประเภทอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีของผู้บริโภคฝ่ายชาย ทำให้เห็นว่านักช้อปฝ่ายชายนั้นค่อนข้างมีกำลังซื้อ ซึ่งซื้อในจำนวนน้อยแต่จ่ายราคาสินค้าครั้งละมาก ๆ ที่สำคัญยังศึกษารายละเอียดของสินค้านั้น ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ได้ศึกษาผ่านผู้ขาย เพื่อป้องกันการถูกจูงใจให้ซื้อสินค้าในราคาแพงโดยปราศจากความรู้ นักช้อปชายจะมีการซื้อสินค้าในลักษณะที่ศึกษามาก่อน และตัดสินใจซื้อทันทีเพื่อป้องกันการเสียหน้า

นักช้อปฝ่ายหญิงไม่น้อยหน้า ซื้อสินค้าออนไลน์เดือนละหลายหน

                เสื้อผ้าและเครื่องประดับยังคงเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในผู้บริโภคฝ่ายหญิง จากการสำรวจพบว่าผู้หญิงบางคนซื้อสินค้าออนไลน์มากกว่า 3 ครั้งต่อเดือน โดยเวลาช้อปของผู้หญิงเฉลี่ยคือ 12.00 – 14.00 น. และอีกครั้งคือ 18.00 – 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของแต่ละประเทศ และจากการสำรวจส่วนใหญ่มักจะซื้อสินค้าตามอารมณ์ โดยเฉพาะเมื่อมีโปรโมชั่นลดราคา หรือการโฆษณาแบบปากต่อปากของผู้หญิงในกลุ่มเดียวกัน และจะพิจารณาในเรื่องของราคาและปริมาณเป็นหลักเช่น ซื้อ 2 ชิ้นราคาถูกกว่า หรือซื้อ 1 แถม 1 ส่วนเรื่องการพิจารณาคุณภาพจะรองลงมา เนื่องจากสินค้าที่ฝ่ายหญิงซื้อส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกระแส ดังนั้นเมื่อหมดกระแสก็จะเลิกใช้ไปโดยปริยาย จึงไม่ต้องคำนึงถึงคุณภาพมากนัก

การช้อปปิ้งออนไลน์ในกลุ่มผู้หญิงนั้นดูจะเป็นที่นิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะผู้หญิงในโลกอาหรับหรือแถบตะวันออกกลาง เนื่องจากปัญหาการเมืองภายในประเทศทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนาและผู้นับถือศาสนาที่มีนิกายแตกต่างกัน เป็นผลให้มีความเชื่อที่แตกต่างกัน นำไปสู่ความขัดแย้งจนเกิดการทำร้ายร่างกายและสงครามกลางเมืองขนาดย่อม ๆ ส่งผลให้ผู้หญิงอาหรับกลัวการออกไปทำธุระนอกบ้าน การช้อปปิ้งออนไลน์จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเนื่องจากสะดวก ปลอดภัย และไร้ความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

สรุปว่านักช้อปทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ต่างก็มีการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ความแตกต่างของพฤติกรรมการช้อปก็ไม่เหมือนกัน ฝ่ายชายมักจะซื้อสินค้าในปริมาณน้อยแต่ราคาสูง ส่วนฝ่ายหญิงจะเน้นที่โปรโมชั่นและปริมาณ นอกจากนี้ยังมีความถี่ในการซื้อมากกว่าผู้ชาย จะเห็นว่าการช้อปปิ้งออนไลน์นั้นมีทั้งในผู้บริโภคหญิงและชายแต่ต่างกันแค่พฤติกรรมการช้อปเท่านั้นเอง

 

แจกสูตร 4 อาหารตามรอยออเจ้าในบุพเพสันนิวาส

                ถึงแม้ละครจะจบกันไปแล้ว แต่ความประทับใจและควันหลงของละครบุพเพสันนิวาสที่ดังกระหึ่มไปทั่วบ้านทั่วเมือ งจนทำให้กระแสการแต่งชุดไทย เที่ยววัดไทย และรับประทานอาหารไทย ได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมาก วันนี้เราจึงจะมาขอตามรอยเรื่องของอาหาร จากบุพเพสันนิวาส นำสูตรอาหารไทย 5 อย่างมาบอกกัน ชนิดที่เรียกว่าหาวัตถุดิบและทำกันเองได้ที่บ้านได้เลย ไม่ได้ยากเย็นหรือเกินความสามารถของพ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลายแต่อย่างใด

  1. น้ำปลาหวาน มาเริ่มต้นที่น้ำปลาหวานกันก่อน หลังจากละครออนแอร์ไป เรียกได้ว่าน้ำปลาหวานขาดตลาดกันไปเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ต้องกังวลเพราะการทำน้ำปลาหวานนั้น ทุกคนก็สามารถทำเองได้ด้วยการนำกุ้งแห้งมาโขลกให้เนื้อฟู แล้วนำน้ำตาลปี๊บใส่หม้อ ตั้งไฟ หลังจากนั้นก็ละลายกะปิและใส่น้ำปลาลงไปในหม้อ เคี่ยวจนเดือด หลังจากนั้นก็ใส่พริก กุ้งแห้ง หัวหอม ลงไปในหม้อ ใส่น้ำเพิ่มลงไปนิดหน่อย แล้วเคี่ยวต่อจนได้ที่ แค่นี้ก็จะได้น้ำปลาหวานไว้รับประทานกับมะม่วงหรือจะรับประทานกับผลไม้ชนิดอื่นก็ได้ตามชอบ
  2. น้ำจิ้มซีฟู้ด ทำได้ง่าย ๆ ไม่ยากไม่ว่าจะรับประทานกับกุ้งเผา ปลาย่าง ปลาหมึก หอย หรืออาหารทะเลอื่น ๆ เพียงแค่ใส่พริกขี้หนู กระเทียมลงไปในครก ตำให้ละเอียด หลังจากนั้นก็ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป แล้วขยี้ให้น้ำตาลปี๊บละลาย หลังจากนั้นก็บีบน้ำมะนาวใส่ลงไป ตามด้วยเกลือนิดหน่อย หากใครชอบรสไหนนำก็ปรุงเพิ่มได้ตามใจชอบ
  3. หมูโสร่ง ถึงแม้ชื่อจะดูยากแต่วิธีการทำไม่ได้ยาก วัตถุดิบที่ต้องเตรียมไว้ก็คือหมูสับและเส้นหมี่ซั่ว ส่วนวิธีการทำก็ให้นำเอาผักชี กระเทียมและพริกไทย มาโขลกรวมกันให้ละเอียด แล้วนำมาหมักกับหมู ตอกไข่ใส่ลงไป ใส่น้ำปลา และซอสปรุงรส คลุกเคล้าให้เข้ากันทิ้งไว้ 30 นาที หลังจากนั้นก็นำเส้นหมี่ซั่วที่แช่น้ำเอาไว้แล้วผึ่งให้แห้งแล้วมาห่อหมูปั้นเป็นคำ ๆ แล้วนำไปทอดไฟกลางจนพอเหลือง
  4. หลนเต้าเจี้ยวหมูสับ เริ่มด้วยการหั่นหอมแดง ตะไคร้ พริกหยวกเป็นชิ้นบาง ๆ หลังจากนั้นก็มาตำเนื้อเต้าเจี้ยวให้ละเอียดแล้วใส่เนื้อหมูลงไปคลุกให้เป็นเนื้อเดียวกัน หลังจากนั้นนำกะทิไปเคี่ยวไฟอ่อนพอแตกมัน แล้วนำเอาเนื้อหมูกับเต้าเจี้ยวไปรวนกับกะทิจนเนื้อหมูเริ่มสุก แล้วเติมน้ำเปล่าลงไป ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำมะขามเปียก ใส่น้ำเต้าเจี้ยวลงไปเพิ่ม เมื่อได้รสชาติแล้วก็นำเอาผักที่หั่นไว้ใส่ลงไปรอดเดือด

                เห็นแล้วใช่ไหมว่าอาหารไทยทั้ง 4 ชนิดที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เป็นอาหารที่สามารถหาวัตถุดิบและสามารถปรุงรับประทานกันเองได้ที่บ้าน โดยไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างไร เพราะฉะนั้นใครอยากจะใช้เสน่ห์ปลายจวักมัดใจคุณพ่อบ้านอย่างแม่การะเกด ก็ลองเอาสูตรเหล่านี้ไปลองทำรับประทานกันดู รับรองจะต้องติดใจ

Top 5 อันดับอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก

เมื่อพูดถึงเรื่องอาหาร อาหารของแต่ละชาติ แต่ละพื้นที่และท้องถิ่นก็ย่อมมีความแตกต่างกันไป และแต่ละคนก็ย่อมีความชอบอาหาร รสชาติ ตลอดไปจนถึงวัตถุดิบที่นำมาปรุงแตกต่างกันไป สำหรับคนชอบกินและสรรหาอาหารของแต่ละชาติมารับประทาน วันนี้เราได้นำเอาการจัดอันดับอาหารที่ดีหรืออร่อยที่สุดจาก CNN Travel 5 อันดับ ที่ได้มีการประกาศไปเมื่อเดือนมีนาคา 2018 มาฝากกัน

  1. แกงมัสมั่น ไทย อันดับหนึ่งตกเป็นของคนไทย เห็นแล้วเชื่อว่าจะต้องภูมิใจอย่างแน่นอน เพราะแชมป์อาหารที่อร่อยและดีที่สุดของปีนี้จากการจัดอันดับของ CNN Travel ก็คือ แกงมัสมั่นจากบ้านเรานี่เอง มัสมั่นเป็นแกงที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารมลายู มัสมั่นแบบไทยเป็นการใช้ส่วนผสมของผักและสมุนไพรไทยหลายประเภท ได้แก่ พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ลูกผักชี หยี่หร่า ดอกจันทร์ กานพลู ปรุงรสหวานนำ ตามด้วยเค็มและเปรี้ยว
  2. นาโปลี พิซซ่า อิตาลี อันดับสองคือหนึ่งในอาหารยอดนิยมของชาวโลก ก็คือพิซซ่าจากประเทศอิตาลี ซึ่งสันนิษฐานว่ามีต้นกำเนิดมาจากการที่ชาวเมืองนาโปลีทานขนมปังที่อบอยู่ในเตาโบราณมาเป็นระยะเวลานาน จนต่อมาได้มีการประยุกต์นำเอาสมุนไพรและส่วนผสมต่าง ๆ ไปใส่เพิ่ม จนกลายมาเป็นแป้งแผ่นกลมแบนราดด้วยซอสมะเขือเทศ โรยด้วยหน้าต่าง ๆ แล้วนำไปอบในเตา
  3. ช็อกโกแลต เม็กซิโก ขนมหวานที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก ซึ่งเกิดจากการหมัก คั่ว และบดอย่างละเอียดของเมล็ดโกโก้ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากอเมริกากลางและเม็กซิโก
  4. ซูชิ ญี่ปุ่น หรือข้าวปั้นมีหน้า อาหารของชาวญี่ปุ่น ทำจากข้าวซึ่งมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชู นิยมรับประทานคู่กับเนื้อปลา อาหารทะเล เนื้อ ผัก ไข่ เห็ด ทั้งเนื้อแบบดิบและเนื้อที่ผ่านกระบวนการปรุงมาแล้ว มาใช้เป็นส่วนประกอบของหน้าซูชิ
  5. เป็ดปักกิ่ง จีน เป็นอาหารที่เรียกได้ว่าเป็นเมนูประจำชาติของชาวจีน การรับประทานเป็ดปักกิ่งจะเสิร์ฟมาในลักษณะของหนังบางกรอบ และแผ่นแป้งบางไว้สำหรับห่อ รับประทานคู่กับซอสหวานและผักเครื่องเคียงต่าง ๆ ได้แก่ ต้นหอมและแตงกวาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ส่วนเนื้อเป็ดก็นำไปประกอบอาหารอย่างอื่น เช่น นำไปผัดกระเทียม หรือทอดรับประทาน

อาหารไทยเป็นอาหารที่มีเอกลักษณ์และอร่อยไม่แพ้อาหารจากชาติอื่นเลยจริง ๆ ขนาดอาหารอิตาเลียนที่นานาชาตินิยม และขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่มีความเอร็ดอร่อยมาก ยังพ่ายแพ้ให้แก่มัสมั่นของบ้านเราไปในการจัดอันดับของ CNN ปีนี้ เพราะฉะนั้นในปีต่อไปก็ต้องติดตามกันว่าประเทศไทยของเราจะรักษาอันดับ 1 ไว้ได้หรือไม่ หรือจะมีอาหารชนิดอื่นจากชาติอื่นคว้าแชมป์ไปครองได้แทน

7 สิ่งที่ควรทำในตอนเช้า เพื่อให้เช้าวันใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การจะจัดการเช้าวันใหม่ให้มีประสิทธิภาพนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ค่ะ อย่าบอกนะว่าไม่เคยเลื่อนนาฬิกาปลุกในตอนเช้า!!? เราเชื่อว่าทุกคนต้องเคยผ่านจุดๆ นั้นมาแล้ว 555 วันนี้เราเลยขอมาพูดถึง 7 สิ่งที่ควรทำในตอนเช้า เพื่อให้เช้าวันใหม่นั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยค่ะ

(more…)