Author: admins admins

เพราะเหตุใดที่ผู้หญิงสมัยใหม่ไม่ควรเกิดมาเป็นเมียน้อย

สื่อโซเชียลในยุคสังคมปัจจุบันมีให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง เรื่องของเมียหลวงตามทำร้ายและถ่ายคลิปประจานเมียน้อย สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงและอับอายไปทั่วสังคม สงสัยไหมว่าทำไมผู้ที่อับอายจึงมีแต่ฝ่ายหญิงเพียงอย่างเดียว แล้วฝ่ายชายแหละ ทำไมฝ่ายชายจึงยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ

                พอสังคมให้การโจมตีฝ่ายหญิงมากเข้ามักจะเกิดคำถามตามมาว่า ทำไมถึงยอมเป็นเมียน้อยของผู้ชายคนนี้ แน่นอนว่าคำตอบของผู้หญิงที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเมียน้อย มีแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดอยากบอกให้ผู้หญิงทุกคนรู้ว่า เกิดมาในชาตินี้ทั้งทีอย่าคิดเป็นเมียน้อยใคร และหากใครที่กำลังคิดอยากเป็นเมียน้อยอยู่ละก็ ขอให้คิดใหม่ และคิดตาม 4 ข้อดังนี้

                1. คุณมีศักดิ์ศรี

                ทุกคนเกิดมาไม่ว่าเพศใดอายุเท่าไร ล้วนเกิดมาพร้อมกับคำว่าศักดิ์ศรี อย่าทำให้ศักดิ์ศรีของตัวเองต้องด้อยค่าด้วยน้ำมือของผู้ชายที่เขามีครอบครัวแล้ว ศักดิ์ศรีของคุณมีค่ามากกว่านั้น แค่วันที่คุณคิดที่จะเป็นเมียน้อยเขาเท่ากับคุณทำลายศักดิ์ศรีของตัวเองด้วยน้ำมือของคุณเองแล้ว ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่เมียหลวงของเขามาเหยียบย้ำศักดิ์ศรีของคุณหรอก เพราะเขาไม่ได้มาเหยียบย้ำแต่เขามาเพื่อซ้ำเติมคุณเสียมากกว่า

                2. คุณเป็นผู้หญิงเก่ง

                คนเราเกิดมามีเท่ากัน สองมือสองเท้าหนึ่งหัวสมอง มีครบขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแค่ไหนแล้ว คุณสามารถเลี้ยงดูตัวเองและคนในครอบครัวได้ด้วยความสามารถของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องหาใครมาเลี้ยงดู เพราะความเก่งของคุณมีค่ามากกว่าคำว่าเมียน้อย อันที่จริงในปัจจุบันผู้หญิงส่วนมากกว่าเก่งกว่าผู้ชายมีถมไป หมดยุคของการเป็นช้างเท้าหน้าช้างเท้าหลังแล้ว ไม่ว่าจะหญิงหรือชายก็คือเท้าช้างที่จะสามารถพาเดินได้ด้วยตัวเอง

                3. คุณคิดว่าผู้ชายรักจริงหรือ

                วันนี้เขามีคุณเป็นเมียน้อยได้ แล้วเหตุผลอะไรที่พรุ่งนี้เขาจะเอาคนอื่นมาเป็นเมียน้อยอีกไม่ได้ ความไม่รู้จักพอของผู้ชายมีเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ วัน แล้วทำไมคุณถึงยังจะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับคำว่าไม่พอของผู้ชายแบบนี้อีก หากคุณกำลังเจอผู้ชายประเภทนี้อยู่ เวลาที่เขาพูดอะไรขอให้เอาคำพูดนั้นหารหมื่น หารแสน หรือหารล้านเลยได้ยิ่งดี เพราะถ้าเขาคิดจะจริงใจกับคุณจริง ๆ ละก็ความชัดเจนต้องมี

                4. คุณยอมรับผลกรรมได้ไหม

                การเป็นเมียน้อยถือเป็นเรื่องบาปตามหลักพระพุทธศาสนา หากคุณยอมที่จะเป็นเมียน้อยเขาแล้ว คุณจะสามารถยอมรับผลกรรมที่จะตามมาได้หรือไม่ อย่าใช้เหตุผลแค่เพียงตื้น ๆ ว่ารักเขา เลยยอมทำได้ทุกอย่าง บาปแค่ไหนก็ไม่กลัวขอแค่เพียงได้อยู่กับเขาก็พอ ลองถามเขาดูหรือยังว่าเขารักคุณมากพอไหม ถ้าเขารักคุณมากพอ เขาจะไม่มีทางให้คุณต้องตกอยู่ในสภาพเมียน้อยเพื่อรอให้วันที่เมียหลวงมาทวงคืนเด็ดขาด

                อย่าใช้เหตุผลใด ๆ มาเป็นข้ออ้างในการเป็นเมียน้อย เพราะนั้นไม่ใช่เหตุผลแต่มันคือความเห็นแก่ตัวเสียมากกว่า หลายคนที่เป็นเมียน้อยด้วยเหตุผลยอดฮิตที่ว่า ไม่มีทางเลือก แท้จริงแล้วไม่มีทางเลือกหรือว่าไม่เลือกกันแน่ หากตอนนี้ใครที่กำลังเป็นเมียน้อยลองคิดทบทวนดูให้ดีว่าที่เป็นอยู่มันคือความสุขที่ต้องการจริงหรือ และสำหรับใครที่ยังไม่ได้เป็นแต่กำลังคิดจะเป็น ก็ลองคิดให้ดีอีกทีว่า ความจริงแล้วเส้นทางแบบนี้หรือที่คุณต้องการ

คิดสักนิด ก่อนคิดที่จะทำศัลยกรรม

ยุคหน้าสวยใสแบบธรรมชาติคงเริ่มถดถอยลงเรื่อย ๆ เพราะด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทำให้หนุ่มสาวนิยมหรือบางคนถึงขั้นเสพติดการทำศัลยกรรม ใบหน้าที่เกิดมาตั้งแต่ธรรมชาติอาจจะไม่ถูกตาและต้องใจอีกต่อไป การทำศัลยกรรมเปลี่ยนใบหน้าจึงสามารถตอบโจทย์ได้ดีที่สุด และที่สำคัญถือเป็นเรื่องปกติมากสำหรับยุคสมัยนี้

                แต่การทำศัลยกรรมไม่ได้มีแต่ด้านดีที่ทำให้ใบหน้าสวยเพียงอย่างเดียว ด้านร้ายของการทำศัลยกรรมก็มีให้เห็นตามข่าวอยู่ร่ำไป แต่น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะมองเฉพาะด้านดีที่ออกมาเสียมากกว่า โดยน้อยคนนักที่จะเกรงกลัวต่อผลลัพธ์ร้าย ๆ ที่อาจจะตามมา การทำศัลยกรรมก็ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี แค่เพียงต้องการเตือนหนุ่มสาวที่กำลังคิดจะทำศัลยกรรมควรคิดพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ เพราะเมื่อคิดจะทำแล้วอาจทำให้ต้องพบกับสิ่งเหล่านี้

                1. เจ็บตัว

                แน่นอนว่าการทำศัลยกรรม คือการกรีด การผ่า ลงไปบนใบหน้าของคุณ จริงอยู่ว่าตอนทำคุณอาจจะไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด เพราะมียาสลบช่วยเหลือไว้แต่ความเจ็บปวดจะรอพบคุณทันทีที่ลืมตาฟื้นขึ้นมา หากในเมื่อรู้ว่าตื่นมาต้องเจอกับความเจ็บปวด ยังอยากจะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอีกหรือ

                2. เปลืองเงิน

                การทำศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันคือเปลี่ยนใบหน้าจากคนหนึ่งเป็นอีกคนหนึ่ง ค่าใช้จ่ายย่อมต้องสูงเป็นธรรมดา ไม่มีศัลยกรรมที่ไหนหลักหมื่นอย่างแน่นอน ขั้นต่ำหากคิดจะทำศัลยกรรมต้องมีเงินเป็นหลักแสนหรือหากทำหลายจุดจำเป็นต้องมีถึงหลักล้าน แล้วเอาเงินหลักแสนหลักล้านนั้น ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ

                3. มั่นใจได้อย่างไรว่าจะสวย

                ที่พูดต่อ ๆ กันมาว่า หมอคนนี้ทำดี หมอคนนี้ทำสวย แต่ถ้าหมอคนนี้ทำให้คุณแล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะออกมาสวยเหมือนอย่างคนที่พูด ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าใบหน้าที่จะออกมา คือแบบที่คุณต้องการจริง ๆ หรือไม่ แต่ถึงแม้ว่าหมอจะฝีมือดีอย่างไร ก็ไม่มีอะไรรับประกันอีกเช่นกันว่า หลังจากที่ทำศัลยกรรมคุณอาจจะเจอกับความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เช่น แผลเน่า ไหมหลุด ซิลิโคนหัก ใครจะสามารถรับประกันให้คุณได้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

                4. เสพติดการศัลยกรรม

                มีครั้งที่หนึ่งก็คงไม่แปลกหากจะมีครั้งที่สอง ครั้งที่สามตามมา พอทำไปในครั้งแรกสวยแล้วก็จะเกิดความต้องการทำในส่วนอื่น ๆ เช่น ครั้งแรกทำคางแหลมเรียวได้รูปแล้ว แต่ทำไมตายังดูไม่เข้ากับคาง จึงต้องกลับไปเจ็บตัวเป็นครั้งที่สอง เพื่อทำให้องค์ประกอบหน้าเข้ารูปที่เหมาะสม และจะเกิดเป็นการเสพติดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ใบหน้าที่พอใจ แต่เคยได้ยินหรือไม่ว่า คนเรามักไม่คอยพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี เพราะถ้าหากพอใจแล้วคุณก็คงไม่คิดที่จะเปลี่ยนตั้งแต่แรกจริงไหม

                สรุปแล้วการทำศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องผิด จะผิดก็ต่อเมื่อไม่คิดให้ดีเสียก่อนทำ แต่คนทุกคนที่เกิดมาก็มีความสวย ความหล่อติดตัวกันมาอยู่แล้ว รูปร่างหน้าตาเป็นเพียงแค่อวัยวะภายนอก ความสวยความหล่อในจิตใจเสียมากกว่าที่จะเป็นตัวกำหนดใบหน้าภายนอกได้ดีที่สุด

เหตุผลดี ๆ ในการหาเวลาออกไป ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ถือว่าเป็นการท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากการท่องเที่ยวประเภทนี้ เป็นการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นหลัก และคนในสังคมส่วนมากหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไม่ได้ตีความหมายแค่สภาพแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงหมายถึงศิลปวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น ระบบนิเวศ หรือการท่องเที่ยวทุกประเภทที่เป็นการรักษาให้คงอยู่ ก็ถือว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย

                ถ้าสำหรับคนต่างจังหวัดชอบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ก็คงเป็นเรื่องที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะคนต่างจังหวัดต้องใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติในทุก ๆ วัน จึงรู้ว่าอะไรที่จะเป็นการอนุรักษ์และอะไรคือการทำลายธรรมชาติ แต่สำหรับคนเมืองอาจจะยังไม่คุ้นชินกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากสักเท่าไร หรือบางคนอาจจะไม่เคยรู้จักการท่องเที่ยวประเภทนี้เลยก็ได้ แต่เชื่อเถอะว่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์คือสิ่งที่คุณควรออกไปสัมผัส ด้วยเหตุผลดี ๆ 3 ข้อ ดังนี้

1. หลีกหนีความวุ่นวาย

                ชีวิตคนเมืองคงหนีไม่พ้นความเร่งรีบและความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ที่ในทุกเช้าคุณต้องตื่นมาเผชิญกับรถหลายพันคันบนท้องถนน และการทานอาหารเช้าที่สามารถเคลื่อนตัวได้ตลอดเวลา พอถึงออฟฟิศก็ต้องเจอกับเจ้านายและเพื่อนร่วมงานอีกหลากหลายรูปแบบ ตกเย็นก็ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางรถติดบนท้องถนนเช่นเดียวกับตอนเช้า คุณเคยรู้สึกเบื่อชีวิตแบบนี้บ้างหรือไหม ถ้าตอบว่าเบื่อ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ช่วยคุณได้   

                 2. คุณจะมีโอกาสเรียนรู้วิถีชีวิตอย่างแท้จริง

                อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไม่ได้หมายร่วมถึงอนุรักษ์สภาพแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วย การที่คุณได้ออกมาท่องเที่ยวประเภทนี้จะทำให้คุณได้มีโอกาสในการเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ได้มากยิ่งขึ้น ไม่แน่ว่าบางสิ่งบางอย่างอาจเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต แค่เพียงได้มาพบ มาเห็น มาเรียนรู้ ก็ทำให้ชีวิตคุณมีกำไรมากกว่าคนอื่นแล้ว

                3. คุณจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสภาพแวดล้อมอย่างเต็มที่

                หากบอกว่าอยู่ที่ไหนก็รักษาสภาพแวดล้อมได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องออกไปเที่ยวเลยก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าหากคุณได้ออกไปสัมผัสกับบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง และธรรมชาตินั้นเกิดจากการร่วมมือกันของนักท่องเที่ยวรวมถึงตัวคุณเอง มันจะรู้สึกดีกว่าไหม จริงอยู่ว่าในเมืองหลวงคุณก็เป็นคนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คุณเป็นแค่เพียงคนกลุ่มน้อย อากาศในเมืองหลวงจึงยังเต็มไปด้วยฝุ่นควันและมลพิษ หาโอกาสออกไปฟอกปอดของตัวเองเสียบ้าง ก่อนที่จะไม่มีโอกาสออกไปสัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง

                ลองเปลี่ยนจากการรับลมเย็นจากแอร์ในห้าง ไปรับความเย็นจากธรรมชาติที่แท้จริงดูบ้าง และลองเปลี่ยนแผนจากการท่องเที่ยวต่างประเทศ มาเป็นท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในไทยดูบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าเมืองไทยยังมีอะไรให้คุณน่าค้นหามากกว่าที่คิด

ไขข้อข้องใจ เพราะเหตุใดซีรีย์วายถึงกำลังเป็นที่นิยม

หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้รายการทีวีช่องหนึ่งที่เป็นแหล่งรวมนักแสดงวัยรุ่นหน้าใหม่ คงเคยชินกับละครแนวชายรักชายกันอยู่บ้าง หรือที่เรียกกันในภาษาวัยรุ่นว่า ซีรีย์วาย เป็นละครอีกแนวหนึ่งที่ถ่ายทอดความรักของการรักเพศเดียวกัน และได้รับกระแสนิยมอย่างล้นหลามในหมู่วัยรุ่นทั้งชาวไทยและต่างชาติ จนบางเรื่องถึงกับต้องทำภาคต่อกันเลยทีเดียว

                กระแสความนิยมและผู้ติดตามที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อะไรที่ทำให้ละครแนวนี้กลายเป็นที่ยอมรับของสังคมไทย มั่นใจว่าในสมัยอดีตคงยังไม่มีอะไรแบบนี้ให้เห็นกันแน่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในอดีตจะยังไม่มีกลุ่มคนเพศที่สามนี้เกิดขึ้น ซึ่งอันที่จริงแล้วสิ่งที่ทำให้ซีรีย์วายได้รับความนิยมก็คงจะหนีไม่พ้น 3 ข้อหลัก ๆ ดังนี้

                1. กระแสคนดู

                หากละครกระแสไม่ดีช่องทีวีจะเสียเวลาทำไปทำไมจริงไหม เพราะด้วยกระแสความนิยมที่เกินคาดจึงถือเป็นโอกาสหรือช่องทางในการสร้างฐานคนดูจำนวนมาก ยิ่งทำละครให้คนดูชอบมากเท่าไร ฐานการติดตามก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น รายได้ก็จะเข้ามาอย่างมหาศาล และอีกประการที่คิดว่ามีส่วนทำให้เกิดกระแสคนดูที่มากมายอาจจะมาจากตัวของนักแสดงเอง ที่ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นหน้าใหม่ที่มีรูปร่างหน้าตาน่ารัก มีความเป็นตัวของตัวเอง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน จึงทำให้เป็นที่ถูกตาถูกใจของคนดู เกิดกลายเป็นแฟนคลับและติดตามอย่างหนาแน่น

                2. สังคมที่เปิดกว้าง

                ด้วยกระแสโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การมีความรักและการแสดงออกของเพศที่สามจึงเปิดกว้างมากขึ้น ช่องทีวีนี้จึงแค่เพียงหยิบยกกระแสสังคมออกมาเป็นตัวชูโรงให้คนในสังคมได้มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง และกล้าที่จะเปิดยอมรับ และปัจจุบันสังคมไทยก็ให้การยอมรับบุคคลกลุ่มเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าอาจมีบางคนที่ยังไม่สามารถยอมรับได้ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจหรือเหยียดเพศแต่อย่างใด ถือว่าเป็นทิศทางที่ดีของการอยู่ร่วมกันในสังคมไม่ว่าเพศใดก็ตาม

                3. คุณภาพการแสดง

                ต้องยอมรับว่านักแสดงรุ่นใหม่ มีศักยภาพด้านการแสดงที่ค่อนข้างมาก มีความกล้าที่แสดงออกที่หลากหลาย และมีความพยายามที่จะเล่นให้ได้ในทุกบทบาทไม่ว่าจะเป็น ฉากกอด ฉากจูบ ก็สามารถทำได้ค่อนข้างดี ถึงแม้ว่าจะต้องแสดงร่วมกับเพศเดียวกันก็ตาม จึงทำให้คนดูเกิดความรู้สึกอินกับการแสดงและเกิดเป็นความชื่นชอบจนกลายมาเป็นแฟนคลับ ประกอบกับบทของซีรีย์ที่มีเรื่องให้น่าติดตาม ทั้งยังมีการแอบสอดแทรกข้อคิดดี ๆ ไว้ในเนื้อเรื่องอีกด้วย

                อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นละครประเภทไหน ก็มักจะเป็นการสะท้อนให้เห็นกระแสสังคมปัจจุบันในแง่มุมที่หลากหลาย ในฐานะคนดูก็ควรดูเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก หรือควรเลือกเก็บและจดจำแต่สิ่งดี ๆ ที่ได้จากละคร และนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ดีกว่าการวิจารณ์เนื้อเรื่องหรือตัวละคร เพราะนั่นไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณมีอะไรดีขึ้นเลย 

อาชีพนักแสดงดีจริงหรือ ทำไมใคร ๆ ถึงอยากเป็น

จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันวัยรุ่นยุคใหม่จำนวนไม่น้อยที่มีความต้องการยึดอาชีพนักแสดงเป็นอาชีพหลักในการหารายได้ แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าจุดประสงค์ในการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงของพวกเขานั้น เกิดจากความรักในอาชีพนักแสดงหรือเพียงทำตามกระแสนิยมกันแน่

                หลายคนอาจมองว่าอาชีพนักแสดง คือที่อาชีพที่แสนสบาย ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ไม่ต้องใช้ความคิดในการทำงาน แค่เพียงท่องจำบทและถ่ายทอดมันออกมาให้ตัวละครในหนังสือตัวนั้น กลายเป็นตัวละครที่มีชีวิต พร้อมรับเงินก้อนใหญ่กลับบ้าน หากใครที่คิดจะเป็นนักแสดงแต่คิดถึงหน้าที่เพียงที่กล่าวมา บอกได้เลยว่าคุณกำลังคิดผิด เพราะความจริงแล้วการมีอาชีพเป็นนักแสดงไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิด

อยากเป็นนักแสดงต้องเจอกับอะไรบ้าง

                สิ่งที่แรกที่คุณจะต้องเจอเลย คือ ความเหนื่อยล้า เพราะคุณจำเป็นต้องทุ่มเทให้กับคำว่าการแสดงเป็นอย่างมาก หากคุณไม่มีความทุ่มเทมากพอ ไม่ใช่เพียงคุณคนเดียวที่เสียแต่มันจะรวมถึงคนในกองถ่ายอีกเกือบร้อยชีวิต คุณคิดว่าคุณสามารถแบกรับมันไหวหรือเปล่า และยิ่งถ้าคุณเป็นนักแสดงวัยรุ่น อาชีพนักแสดงไม่ได้เป็นเพียงภาระเดียวที่ต้องรับผิดชอบ แต่อาชีพของการเป็นนักเรียน นักศึกษา ยังคงเป็นสิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบด้วย นั้นหมายความว่าคุณต้องเหนื่อยเพิ่มเป็นสองเท่า คุณมีความรับผิดชอบมากพอหรือยัง

                สิ่งที่สอง คือ คุณต้องรู้จักการพัฒนาตัวเอง เพราะการพัฒนาศักยภาพฝีมือในการแสดงจะช่วยทำให้คุณเข้าไปอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ได้ง่ายยิ่งขึ้น และส่งผลให้มีงานแสดงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งปัจจุบันนักแสดงควรต้องทำให้ได้มากกว่าหนึ่งอย่าง ต้องร้องเพลงได้ ต้องเต้นได้ และที่สำคัญต้องเล่นให้ได้หลายบทบาท ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นนักแสดงที่แท้จริง การมีความสามารถมากเท่าไร จะทำให้มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น หากคุณเป็นคนไม่ชอบการพัฒนา ไม่ชอบการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ แนะนำว่าอาชีพนักแสดงอาจจะไม่เหมาะกับคุณสักเท่าไร

                สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามอย่างที่สาม คือ การวางตัวในสังคม เมื่อใดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักแสดงคุณจะกลายเป็นบุคคลสาธารณะไปโดยปริยาย กลายเป็นต้นแบบในการปฏิบัติตัว กลายเป็นต้นแบบด้านความคิด จะทำอะไรแต่ละอย่างต้องคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ถ้าหากคิดว่าไม่สามารถประคับประคองตัวเองให้ยืนอยู่ในสังคมของวงการบันเทิงได้ อย่าเสี่ยงกับอาชีพนักแสดงเลยจะดีกว่า เพราะอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ปัจจุบันสังคมโซเชียลมันไปเร็วและแรงขนาดไหน การทำพลาดเพียงเรื่องเล็กน้อย อาจจะทำให้คุณไม่มีที่ยืนในสังคมเลยก็เป็นได้   

                ฉะนั้น จงทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าอาชีพนักแสดง คืออาชีพในความฝันของคุณจริงหรือไม่ ถ้าตอบว่าใช่ จงเดินหน้าทำตามความฝันของตัวเองต่อไป แต่หากเริ่มตอบว่าไม่มั่นใจ ขอให้กลับไปพิจารณาตัวเองให้ถี่ถ้วนเสียก่อน จริงอยู่ว่าคุณจะมีรายได้จากการเป็นนักแสดงอย่างล้นเหลือเพียงพอต่อการสร้างชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัวได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่นั้นคือชีวิตภายนอกการแสดง แต่ชีวิตภายในการแสดงไม่ได้สบายอย่างที่คุณคิด

ปีชงไม่ได้แย่อย่างที่คิด 3 วิธีเปลี่ยนชีวิต พร้อมรับมือกับปีชง

พอก้าวเข้าสู่ปีใหม่เรื่องที่ทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะชายหรือหญิง จะหนุ่มหรือสาว หนีไม่พ้นที่จะให้ความสำคัญ คือเรื่องของโชคชะตาราศี จริงอยู่ว่าไม่มีใครรู้โชคชะตาหรืออนาคตของตัวเองล่วงหน้าได้ แต่ขอแค่ให้ได้ฟังหรืออ่านเพื่อการเตรียมพร้อมรับมือเพียงเท่านี้ก็สบายใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของปีชง ปีนี้จะมีราศีไหนชงบ้าง ชงมากน้อยแค่ไหน และทำอย่างไรที่จะแก้ชงได้ สิ้นปีเมื่อใดเป็นต้องหาคู่มือแก้ชงกันเป็นแถว

                หลายคนพอเห็นราศีเกิดของตัวเองไปติดอยู่ในหนึ่งอันดับของปีชง ก็มักจะเกิดความคิดไปไกลว่าจะต้องมีแต่เรื่องร้าย ๆ เขามาตลอดทั้งปีเป็นแน่ สิ่งแรกที่ทุกคนทำคงต้องรีบเข้าหาวัดทำบุญทำทานเพื่อแก้ปีชง ทั้งที่ผ่านมาอาจจะไม่มีความคิดเข้าวัดหาพระเลยก็ได้ ฟังแล้วก็น่าตลกดีจริงไหม แต่ก็อย่างว่าไม่มีใครรู้ได้หรอกว่า ปีชงนี้จะดีหรือจะร้าย แต่ที่รู้แน่ว่าอย่างน้อยปีชงสามารถทำให้การดำรงชีวิตของคนเราดีขึ้นได้

                1. เตือนสติตัวเองไม่ให้ใช้ชีวิตประมาท

                เมื่อรู้ตัวว่าอยู่ในช่วงปีชงก็จะพยายามรักษากายรักษาใจของตัวเองให้ห่างไกลจากอันตรายทั้งปวง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะหลายคนใช้ชีวิตแบบเลินเล่อมาโดยตลอด อยากทำอะไรก็ทำโดยไม่คิด อยากไปไหนก็ไปโดยไม่วางแผน อุบัติเหตุหรืออันตรายจึงมักเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่ถ้ารู้ตัวว่าปีชงก็จะมีความคิดรอบคอบมากยิ่งขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป ถือว่าลดความประมาทในการใช้ชีวิตได้ดีทีเดียว

                2. หันมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น

                ถ้าพูดถึงปีชงเรื่องสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะส่วนใหญ่มักจะบอกว่าคนปีชงจะต้องระมัดระวังเรื่องของการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือการได้รับอุบัติเหตุแบบไม่ทันตั้งตัว คนเกิดปีชงก็จะหันมาให้ความสนใจในเรื่องของสุขภาพและการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น จากเมื่อก่อนไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย พอรู้ว่าเป็นปีชงก็หันมาออกกำลัง นอกจากจะช่วยในเรื่องของความสบายใจยังสามารถช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นด้วย

                3. สร้างกุศลไปในตัว

                อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า หลายคนเข้าวัดทำบุญแทบจะนับครั้งได้ แต่พอเข้าปีชงวัดคือสถานที่แรกที่ต่างก็จะแย่งกันเข้า ไม่มีข้อจำกัดว่าความคิดนี้เป็นความคิดที่ถูกหรือผิด แต่อย่างน้อยก็ทำให้ใครหลาย ๆ คนได้มีโอกาสมาสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตัวเองและคนที่รัก

                เห็นไหมว่าคนปีชงใช่ว่าจะมีแต่เรื่องร้าย ๆ เข้ามาในชีวิต คนปีชงที่เจอเรื่องดี ๆ ก็มีถมไป ฉะนั้น อย่าคิดว่าปีนี้ชงทำโน่นก็ไม่ดี ทำนี่ก็ไม่ได้ จงหาคำตอบให้กับตัวเองว่าแท้ที่จริงแล้วการทำอะไรที่ผิดพลาดหรือไม่สำเร็จนั้น เกิดจากปีชงหรือการกระทำของตัวเองกันแน่

น่าทึ่งความคิดเด็ก ม.2 กับความคิดที่ว่า “หากขอก็ต้องขอไปจนตาย”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีกระแสจากโลกโซเชียลเกี่ยวกับน้องผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิพย์ ของานทำหลังเลิกเรียนไม่เกี่ยงอัตราค่าจ้าง เท่าไรก็รับได้ ให้ทำอะไรได้หมด เพราะต้องหาเงินเลี้ยงดูน้องอีกหนึ่งคน ส่วนพ่อก็ทิ้งไปหาตัวไม่เจอ แม่ก็มาเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา หลังจากที่น้องโพสต์เรื่องราว ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศก็หลั่งไหลเข้ามาให้กำลัง และพร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก ทั้งบริจาคเงิน ปัจจัยสิ่งของ หรือแม้กระทั่งขอรับน้องไปเลี้ยงดู ซึ่งฟังดูไม่เห็นมีอะไรน่าแปลกใช่ไหมละ เพราะกระทู้ประเภทนี้เกิดขึ้นอย่างมากมายในปัจจุบัน

แต่ที่ทำให้น่าแปลกใจคือ เรื่องราวของน้องที่ถูกถ่ายทอดผ่านคุณครูผู้ดูแลกล่าวว่า ช่วงชีวิตอันน่าลำบากของน้อง น้องพยายามดิ้นรนหางานทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ หากใครจะให้เงินฟรี ๆ น้องไม่ขอรับ แต่น้องจะขอทำงานแลกเงินเสียมากกว่า เพราะน้องคิดอยู่เสมอว่า “ถ้าหากขอก็ต้องขอไปจนตาย” นี้ต่างหากที่เป็นจุดน่าสนใจของเรื่องนี้ อะไรที่ทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเกิดความคิดเหล่านี้ในหัวสมอง การมีคนหยิบยื่นความสบายให้อย่างง่ายดาย แต่น้องคนนี้กลับไม่ยินดีที่จะยื่นมือไปรับมันมา คุณคิดว่าสิ่งนั้นคืออะไร

หากใครที่กำลังหาคำตอบว่า น้องกำลังคิดอะไรอยู่ คงไม่มีใครตอบได้ถูกต้องอย่างชัดเจนเท่ากับตัวของน้องเอง แต่ไม่ว่าน้องจะคิดอะไร ผลที่ออกมามันก็คือเรื่องราวดี ๆ ที่จะติดตัวน้องไปจนวันตาย สังคมได้มองเห็นแล้วว่าน้องคือคนดีที่แท้จริง การมีความอดทน ความพยายาม และความมุ่งมานะ คือพื้นฐานที่จะทำให้น้องก้าวเข้าสู่สังคมและมีชีวิตรอดในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผิดกับวัยรุ่นสมัยใหม่บางคนที่ทุกวันนี้ยังคงแบมือขอเงินพ่อแม่ใช้ และใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพราะคิดอยู่เสมอว่าพ่อกับแม่จะสามารถหาเงินให้พวกเขาได้ไปตลอดชีวิต แต่พวกเขาลืมคิดถึงวันที่จะไม่มีพ่อแม่อยู่ให้แบมือขอเหมือนอย่างเช่นน้องคนนี้

หากอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ขอให้ก้มสำรวจสถานะของตัวเอง ใครที่มีสถานะเป็นลูกให้ลองย้อนกลับไปดูว่าตั้งแต่เกิดมาในชีวิตคุณใช้เงินที่พ่อแม่หาเลี้ยงไปแล้วกี่บาท คุณเคยลองถามท่านสักคำไหมว่า ท่านเหนื่อยมากแค่ไหนกว่าจะหาเงินให้คุณใช้ได้ในแต่ละบาท แล้ววันที่คุณใช้เงินของท่าน คุณใช้มันอย่างคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อของท่านแล้วจริงหรือ

สำหรับใครที่มีสถานะของความเป็นพ่อเป็นแม่ ก็ลองย้อนกลับไปถามตัวเองเช่นกันว่า วันนี้คุณได้สอนลูกให้เห็นคุณค่าของเงินมากแค่ไหน และผลผลิตที่ได้จากการใช้เงินในการเลี้ยงดูลูกตั้งแต่เล็กจนโตเป็นอย่างไร บางทีอาจจะทำให้คุณได้มองเห็นว่า แท้จริงแล้วตอนนี้ลูกของคุณกำลังเติบโตมาจากความรักหรือจำนวนธนบัตรที่คุณมอบให้กันแน่

ฮิปฮอปอายุน้อยเงินล้าน ตอบโจทย์การศึกษาไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเพลงฮิปฮอปยอดฮิตที่ชื่อว่า เฉยเมย ให้พูดแค่ชื่อเพลงอาจไม่คุ้นหู แต่ถ้าร้องให้ฟังว่า ตอนนี้ยังไม่ได้นอนเลยจะสิบโมงเช้า หลายคนคงยิ้มและพูดว่าฟังเป็นร้อย ๆ รอบแล้วจริงไหม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเพลงสไตล์นี้กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นเป็นจำนวนมาก และตอนนี้มีจำนวนเข้าดูถึงร้อยกว่าล้านวิว ถือว่าเป็นตัวเลขไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้ว่ากระแสจะเริ่มลดลงไปจากตอนแรกบ้างแล้ว แต่ทำไมยังคงมีคนเข้าไปฟังและติดตามอย่างต่อเนื่อง

                แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่าสไตล์เพลงอยู่ตรงที่ตัวนักร้องอย่าง youngohm เสียมากกว่า หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเขาคือนักร้องฮิปฮอปที่มีอายุเพียง 20 ปี แต่ปัจจุบันมีโอกาสจับเงินล้านได้อย่างสบาย และที่สำคัญเขาเรียนหนังสือจบแค่ชั้นมัธยมศึกษาเพียงเท่านั้น และยังไม่มีความคิดที่จะกลับไปเรียนต่อ เพราะเขารักและหลงใหลในการทำงานเพลง มากกว่าการนั่งทำการบ้านในห้องเรียน

                Youngohm เคยให้สัมภาษณ์ว่า การพัฒนาชีวิตไม่ได้มีเพียงแต่ในห้องเรียน วิธีการพัฒนาของเขาคือการทำเพลงและหารายได้จากเพลง อันที่จริงเขาก็เรียนเหมือนคนทั่ว ๆ ไป เพียงแต่เขาไม่ได้เขาไปนั่งและทำการบ้านก็เท่านั้นเอง การกระทำของเขาทำให้มองเห็นในอีกแง่มุมว่า การศึกษาไม่ใช่คำตอบทุกอย่างของชีวิต แต่การพัฒนาตัวเองเสียมากกว่าที่จะสามารถตอบโจทย์ชีวิตได้ แต่หากวัยรุ่นคนไหนที่กำลังมีความคิดอยากจะเป็นแบบ youngohm ลองหาคำตอบให้กับตัวเองให้ได้ก่อน 3 ข้อ ดังนี้

                1. ความเป็นตัวเองคืออะไร

                การที่ youngohm สามารถมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ เพราะความเป็นตัวของตัวเองมาแต่เด็ก เขารู้ว่าเขาชอบหรือเขารักที่จะทำอะไร โดยที่เขาไม่ได้สนใจเสียงหัวเราะหรือคำดูถูกจากคนรอบข้าง เขาจึงสามารถพาให้ตัวเองมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้จนถึงทุกวันนี้ แล้วคุณละ หาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเจอแล้วหรือยัง รู้หรือยังว่าตัวเองชอบหรือรักอะไร และพร้อมแค่ไหนที่จะเอาชีวิตที่เหลือทั้งชีวิตไปทุ่มเทให้กับมัน และหากวันหนึ่งมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด คุณคิดว่าจะทำอย่างไร จะรับมือกับแรงถาโถมระหว่างทางไหวหรือไหม

                2. ความพยายามอยู่ในระดับที่เท่าไร

                ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่าตัวเองมีความพยายามในระดับใด เพราะความพยามยามไม่มีระดับที่สูงสุด คุณสามารถสร้างมันให้เพิ่มมากขึ้นได้ในทุก ๆ วัน ขึ้นอยู่กับใจตัวเองมากกว่าว่าจะมีแรงสร้างมันได้ขนาดไหน และยิ่งหากใครที่คิดจะทำตาม youngohm ออกมาตามหาความฝันโดยไม่ศึกษาต่อ ก็ควรจะมีความพยายามมากกว่าคนอื่นเพิ่มเป็นสองเท่า จริงอยู่ว่าการพัฒนาไม่ได้มีเพียงแค่ในห้องเรียน แต่ความรู้ในห้องเรียนจะสามารถช่วยให้ความพยายามของคุณเป็นไปได้ง่ายขึ้น

                3. ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้หรือไม่

                ใครที่คิดอยากจะทำเพราะเห็นเขาเป็นแค่ไอดอล อยากเตือนไว้ตรงนี้เลยว่า “อย่า” เพราะไอดอลของคุณเขามีเป้าหมายในชีวิตจึงประสบความสำเร็จ แล้วคุณมีเป้าหมายในชีวิตแล้วหรือยัง เป้าหมายจะสามารถช่วยกระตุ้นให้คุณก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ แต่ถ้าวันนี้คุณยังไม่มีเป้าหมายแล้วคุณจะทำไปเพื่ออะไร จริงไหม

หากคุณมีคำตอบในใจครบแล้วทั้ง 3 ข้อ และมั่นใจในคำตอบของตัวเองที่สุดแล้ว ก็คงไม่มีอะไรให้ต้องรีรออีกต่อไป ก้าวไปข้างหน้าทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เพราะรู้ไหมว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่ค้นหาฝันของตัวเองจนเจอ มีคนอีกกี่ล้านกี่แสนคนที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบหรือรักที่จะทำอะไร แต่อย่าลืมปรึกษาพ่อและแม่ก่อนตัดสินใจอะไรลงไปนะ เพราะความต้องการของคุณและท่านอาจจะไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันก็ได้   

มาทำความรู้จักกับยูทูปเบอร์ (Yotubers) “อาชีพใหม่ รายได้พุ่ง”

หากพูดถึงสื่อออนไลน์ที่ให้ความบันเทิง และกำลังเป็นที่นิยมของคนยุคนี้ ก็คงหนีไม่พ้น เว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Youtube  เพราะนอกจากจะรวบรวมคลิปวีดิโอ เพลง คอนเทนท์ต่าง ๆ รายการทีวี กระทั่งภาพยนตร์ที่น่าสนใจเอาไว้แล้ว ยังเป็นอีกช่องทางแจ้งเกิดของศิลปินระดับโลกหลายคน เนื่องจาก Youtube นั้นเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถนำเสนอคลิปที่มีความบันเทิง สร้างสรรค์ และส่งเสริมการแสดงออกที่ถูกต้องและหลากหลาย ที่ไม่ว่าใครก็สามารถนำเสนอความเป็นตัวเองผ่านช่องทางดังกล่าวได้  จึงทำให้เกิดอาชีพใหม่อย่าง ยูทูปเบอร์ (Yotubers)

ยูทูปเบอร์ คือใคร?

คำว่า ยูทูปเบอร์ อาจจะเป็นที่คุ้นหูในกลุ่มของคนยุคใหม่ที่นิยมใช้เทคโนโลยี แต่ก็มีบางคนที่ยังไม่รู้จักคำนี้ ซึ่งหากจะพูดให้เข้าใจง่าย ยูทูปเบอร์ ก็คือ คนกลุ่มหนึ่งที่สร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเดี่ยวหรือกลุ่ม โดยนำเสนอผ่านคลิปวีดิโอ แล้วนำมาลงในช่องยูทูปของตนเอง โดยต้องผ่านเงื่อนไขการตรวจสอบความเหมาะสมของยูทูป ที่กำหนดว่าผลงานที่สามารถนำมาลงได้นั้น จะต้องเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่อนาจาร เพื่อควบคุมความเหมาะสม ในการนำเสนอผลงานผ่านเว็บไซต์ของยูทูป จึงอาจกล่าวได้ว่าการเป็นยูทูปเบอร์ก็ไม่แตกต่างไปจากนักผลิตรายการต่าง ๆ ตามที่เราเห็นในโทรทัศน์มากเท่าไรนัก เพียงแต่การสร้างสรรค์รายการผ่านยูทูปนั้น จะเปิดกว้างมากกว่า กล่าวคือไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานลงยูทูปในแบบของคุณได้ ผ่านช่องแชนแนลของตัวเอง และคนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงเนื้อหาและผลงานนั้น ๆ ได้ง่าย อีกด้วย

การเป็นยูทูเบอร์ง่าย ๆ กับรายได้หลักล้าน

ยูทูปเบอร์เป็นอีกอาชีพใหม่ที่น่าสนใจ และน่าจับตามอง ด้วยรายได้ที่สูงลิ่ว ยกตัวอย่างเช่น ยูทูปเบอร์ระดับแนวหน้าของโลก อย่าง Pewdiepie ที่มียอดผู้ติดตามมากถึง 38 ล้านคน ในหนึ่งเดือน และเขาสามารถทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท หรือถ้าอย่างในประเทศไทย ก็อย่างเช่น แชนแนล VRZO  บี้เดอะสกา และ Buffet  Channel รวมไปถึงค่ายเพลงต่าง ๆ ทำให้ระยะหลัง ๆ เกิดค่ายเพลงใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งเหล่านี้ต่างก็สร้างรายได้จากยูทูปกันแทบทั้งสิ้น ซึ่งรายได้ต่าง ๆ จะมาจาก Advertiser ที่มาในรูปแบบโฆษณาต่าง ๆ ที่มักจะโผล่ขึ้นมาคั่นระหว่างการเล่นวิดีโอในยูทูป หรือมีลิงค์แบนเนอร์ใต้ คลิป คล้าย ๆ กับว่าเป็นผู้สนับสนุนหลัก และเป็นหนทางทำเงินของเหล่าผู้ผลิตรายการในยูทูปนั่นเอง

จะเห็นว่าเมื่อโลกก้าวสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาชีพใหม่ ๆ ที่ทำรายได้มหาศาลก็เกิดขึ้นมามากมาย รวมถึงอาชีพยูทูปเบอร์เองด้วย ซึ่งก็นับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะอาชีพนี้เหมาะกับคนที่ชอบลงทุนด้วยไอเดีย และความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ เร้าความสนใจผู้ชม และที่สำคัญการเป็นยูทูปเบอร์ยังทำให้เกิดความสนุก ตื่นเต้น และท้าทาย เป็นการนำเสนอความสามารถ และความเป็นตัวเองให้คนทั่วโลกได้เห็น ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นเสน่ห์ของการเป็นยูทูปเบอร์ ที่ไม่เพียงแต่เป็นการส่งผ่านความสุข และสาระประโยชน์ รวมถึงความคิดแปลกใหม่ในแง่มุมต่าง ๆ ไปสู่ผู้ชมแล้ว เรายังถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมผ่านสื่อ ที่อาจทำให้รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้กลับมาชมผลงานของตัวเองที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูป

“อ่านอย่างไรให้เกิน 8 บรรทัด” การสร้างวัฒนธรรมการอ่านแบบญี่ปุ่น

เราคงคุ้นเคยกับคำล้อเลียนที่ติดหู ที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือไม่เกินแปดบรรทัด” ซึ่งคำล้อเลียนดังกล่าวก็มาจากผลสำรวจที่ระบุว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยไม่เกิน 8 บรรทัดต่อปี นั่นหมายถึงว่าเป็นเรื่องตลกร้ายที่เราอาจจะคิดว่าล้อกันขำ ๆ แต่ความเป็นจริงแล้วน่าเป็นกังวลอย่างมาก เนื่องจากการอ่านถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งหากเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นแล้วก็จะเห็นความแตกต่างในเรื่องสถิติการอ่านหนังสือกันได้ชัดเจนมาก เพราะคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการอ่าน และสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็ก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่เราจะนำมาเป็นแนวทางว่า การสร้างวัฒนธรรมการอ่านแบบญี่ปุ่นนั้น เป็นอย่างไร

การสร้างวัฒนธรรมธรรมการอ่านในประเทศญี่ปุ่น

                ญี่ปุ่นถือเป็นอีกประเทศหนึ่งในเอเชีย ที่ประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบและหลงใหล การอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือการ์ตูน ที่เราจะพบในรูปแบบของอนิเมะ ไปจนถึงหนังสือประเภทต่าง ๆ ซึ่งส่วนที่สำคัญก็มาจากการที่ญี่ปุ่นนั้นได้สร้างวัฒนธรรมการอ่านที่หยั่งลึก จนกลายเป็นนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญในเรื่องการอ่านอย่างมาก ทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางสังคมอื่น ๆ โดยเริ่มจากจัดให้มีห้องสมุดประชาชนที่ทันสมัยและหนังสือหลากหลายชนิด ซึ่งห้องสมุดแต่ละที่เป็นสถานที่สามารถไปถึงได้ง่ายและสะดวก มีบริการให้ยืมหนังสือต่อคนได้หลายเล่ม นอกจากนี้ทุกอาทิตย์ห้องสมุดจะมีกิจกรรมการอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟัง นอกจากนี้การสร้างนิสัยรักการอ่านก็เกิดจากการหมั่นสร้างความใกล้ชิดระหว่างหนังสือกับเด็กทั้งโดยที่บ้านและโรงเรียน ซึ่งคุณแม่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้เด็กเล็กก่อนวัยประถมเล่นเกม ดังนั้นเวลาว่างจากการเล่นหรือกิจกรรมอื่น คือ การอ่านหนังสือ เช่นเดียวกันกับที่โรงเรียนอนุบาลหรือสถานที่รับเลี้ยงเด็ก ที่คุณครูมักใช้เวลาว่างก่อนเข้าเรียนในตอนเช้าหรือเสร็จจากกิจกรรมในแต่ละวันอ่านนิทานให้เด็ก ๆ ฟัง

บริษัทผลิตหนังสือ กับการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมรักการอ่าน

บริษัทผลิตหนังสือยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการอ่านให้กับเด็ก ๆ อีกปัจจัยสำคัญที่ผู้เขียนคิดว่ามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กอยากอ่านหนังสือ คือ คุณภาพการพิมพ์ เช่น หนังสือที่มีรูปภาพสีสันสวยงาม มีกระดาษที่ดี มีการนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือในแนวที่น่าสนใจติดตามซึ่งดึงดูดให้เด็กอยากจับหนังสือขึ้นมาอ่าน ทั้งนี้ราคาหนังสือส่วนใหญ่ไม่แพงมากนัก ทำให้ผู้ปกครองมีกำลังซื้อหนังสือเพื่อให้ลูกอ่านได้เต็มที่ นอกจากนี้โรงเรียนมักให้ความร่วมมือกับบริษัทผลิตหนังสือในการสั่งซื้อหนังสือรายเดือนที่บริษัทหนังสือนำมาจัดส่งถึงโรงเรียน

จะเห็นได้ว่า การสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็กและเยาวชนในประเทศญี่ปุ่นนั้น จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกฝังค่านิยมการอ่านโดยเริ่มจากที่บ้าน และพ่อแม่ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการฝึก และส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสือตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัย นอกจากนี้ยังมี โรงเรียน ชุมชน และแม้กระทั่งองค์กรเอกชนที่ช่วยกันปลูกปั้นให้เด็กและเยาวชนในประเทศรักและหลงใหลในการอ่าน ไม่ปิดกั้นทางความคิดเกี่ยวกับรสนิยมในการอ่านหนังสือ จึงไม่แปลกใจที่เด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชื่นชอบและหลงรักการอ่านหนังสือ จากความชื่นชอบก็กลายเป็นทักษะสำคัญที่สามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต