Author: admins admins

อาชีพนักแสดงดีจริงหรือ ทำไมใคร ๆ ถึงอยากเป็น

จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันวัยรุ่นยุคใหม่จำนวนไม่น้อยที่มีความต้องการยึดอาชีพนักแสดงเป็นอาชีพหลักในการหารายได้ แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าจุดประสงค์ในการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงของพวกเขานั้น เกิดจากความรักในอาชีพนักแสดงหรือเพียงทำตามกระแสนิยมกันแน่

                หลายคนอาจมองว่าอาชีพนักแสดง คือที่อาชีพที่แสนสบาย ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ไม่ต้องใช้ความคิดในการทำงาน แค่เพียงท่องจำบทและถ่ายทอดมันออกมาให้ตัวละครในหนังสือตัวนั้น กลายเป็นตัวละครที่มีชีวิต พร้อมรับเงินก้อนใหญ่กลับบ้าน หากใครที่คิดจะเป็นนักแสดงแต่คิดถึงหน้าที่เพียงที่กล่าวมา บอกได้เลยว่าคุณกำลังคิดผิด เพราะความจริงแล้วการมีอาชีพเป็นนักแสดงไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิด

อยากเป็นนักแสดงต้องเจอกับอะไรบ้าง

                สิ่งที่แรกที่คุณจะต้องเจอเลย คือ ความเหนื่อยล้า เพราะคุณจำเป็นต้องทุ่มเทให้กับคำว่าการแสดงเป็นอย่างมาก หากคุณไม่มีความทุ่มเทมากพอ ไม่ใช่เพียงคุณคนเดียวที่เสียแต่มันจะรวมถึงคนในกองถ่ายอีกเกือบร้อยชีวิต คุณคิดว่าคุณสามารถแบกรับมันไหวหรือเปล่า และยิ่งถ้าคุณเป็นนักแสดงวัยรุ่น อาชีพนักแสดงไม่ได้เป็นเพียงภาระเดียวที่ต้องรับผิดชอบ แต่อาชีพของการเป็นนักเรียน นักศึกษา ยังคงเป็นสิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบด้วย นั้นหมายความว่าคุณต้องเหนื่อยเพิ่มเป็นสองเท่า คุณมีความรับผิดชอบมากพอหรือยัง

                สิ่งที่สอง คือ คุณต้องรู้จักการพัฒนาตัวเอง เพราะการพัฒนาศักยภาพฝีมือในการแสดงจะช่วยทำให้คุณเข้าไปอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ได้ง่ายยิ่งขึ้น และส่งผลให้มีงานแสดงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งปัจจุบันนักแสดงควรต้องทำให้ได้มากกว่าหนึ่งอย่าง ต้องร้องเพลงได้ ต้องเต้นได้ และที่สำคัญต้องเล่นให้ได้หลายบทบาท ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นนักแสดงที่แท้จริง การมีความสามารถมากเท่าไร จะทำให้มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น หากคุณเป็นคนไม่ชอบการพัฒนา ไม่ชอบการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ แนะนำว่าอาชีพนักแสดงอาจจะไม่เหมาะกับคุณสักเท่าไร

                สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามอย่างที่สาม คือ การวางตัวในสังคม เมื่อใดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักแสดงคุณจะกลายเป็นบุคคลสาธารณะไปโดยปริยาย กลายเป็นต้นแบบในการปฏิบัติตัว กลายเป็นต้นแบบด้านความคิด จะทำอะไรแต่ละอย่างต้องคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ถ้าหากคิดว่าไม่สามารถประคับประคองตัวเองให้ยืนอยู่ในสังคมของวงการบันเทิงได้ อย่าเสี่ยงกับอาชีพนักแสดงเลยจะดีกว่า เพราะอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ปัจจุบันสังคมโซเชียลมันไปเร็วและแรงขนาดไหน การทำพลาดเพียงเรื่องเล็กน้อย อาจจะทำให้คุณไม่มีที่ยืนในสังคมเลยก็เป็นได้   

                ฉะนั้น จงทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าอาชีพนักแสดง คืออาชีพในความฝันของคุณจริงหรือไม่ ถ้าตอบว่าใช่ จงเดินหน้าทำตามความฝันของตัวเองต่อไป แต่หากเริ่มตอบว่าไม่มั่นใจ ขอให้กลับไปพิจารณาตัวเองให้ถี่ถ้วนเสียก่อน จริงอยู่ว่าคุณจะมีรายได้จากการเป็นนักแสดงอย่างล้นเหลือเพียงพอต่อการสร้างชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัวได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่นั้นคือชีวิตภายนอกการแสดง แต่ชีวิตภายในการแสดงไม่ได้สบายอย่างที่คุณคิด

ปีชงไม่ได้แย่อย่างที่คิด 3 วิธีเปลี่ยนชีวิต พร้อมรับมือกับปีชง

พอก้าวเข้าสู่ปีใหม่เรื่องที่ทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะชายหรือหญิง จะหนุ่มหรือสาว หนีไม่พ้นที่จะให้ความสำคัญ คือเรื่องของโชคชะตาราศี จริงอยู่ว่าไม่มีใครรู้โชคชะตาหรืออนาคตของตัวเองล่วงหน้าได้ แต่ขอแค่ให้ได้ฟังหรืออ่านเพื่อการเตรียมพร้อมรับมือเพียงเท่านี้ก็สบายใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของปีชง ปีนี้จะมีราศีไหนชงบ้าง ชงมากน้อยแค่ไหน และทำอย่างไรที่จะแก้ชงได้ สิ้นปีเมื่อใดเป็นต้องหาคู่มือแก้ชงกันเป็นแถว

                หลายคนพอเห็นราศีเกิดของตัวเองไปติดอยู่ในหนึ่งอันดับของปีชง ก็มักจะเกิดความคิดไปไกลว่าจะต้องมีแต่เรื่องร้าย ๆ เขามาตลอดทั้งปีเป็นแน่ สิ่งแรกที่ทุกคนทำคงต้องรีบเข้าหาวัดทำบุญทำทานเพื่อแก้ปีชง ทั้งที่ผ่านมาอาจจะไม่มีความคิดเข้าวัดหาพระเลยก็ได้ ฟังแล้วก็น่าตลกดีจริงไหม แต่ก็อย่างว่าไม่มีใครรู้ได้หรอกว่า ปีชงนี้จะดีหรือจะร้าย แต่ที่รู้แน่ว่าอย่างน้อยปีชงสามารถทำให้การดำรงชีวิตของคนเราดีขึ้นได้

                1. เตือนสติตัวเองไม่ให้ใช้ชีวิตประมาท

                เมื่อรู้ตัวว่าอยู่ในช่วงปีชงก็จะพยายามรักษากายรักษาใจของตัวเองให้ห่างไกลจากอันตรายทั้งปวง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะหลายคนใช้ชีวิตแบบเลินเล่อมาโดยตลอด อยากทำอะไรก็ทำโดยไม่คิด อยากไปไหนก็ไปโดยไม่วางแผน อุบัติเหตุหรืออันตรายจึงมักเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่ถ้ารู้ตัวว่าปีชงก็จะมีความคิดรอบคอบมากยิ่งขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป ถือว่าลดความประมาทในการใช้ชีวิตได้ดีทีเดียว

                2. หันมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น

                ถ้าพูดถึงปีชงเรื่องสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะส่วนใหญ่มักจะบอกว่าคนปีชงจะต้องระมัดระวังเรื่องของการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือการได้รับอุบัติเหตุแบบไม่ทันตั้งตัว คนเกิดปีชงก็จะหันมาให้ความสนใจในเรื่องของสุขภาพและการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น จากเมื่อก่อนไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย พอรู้ว่าเป็นปีชงก็หันมาออกกำลัง นอกจากจะช่วยในเรื่องของความสบายใจยังสามารถช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นด้วย

                3. สร้างกุศลไปในตัว

                อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า หลายคนเข้าวัดทำบุญแทบจะนับครั้งได้ แต่พอเข้าปีชงวัดคือสถานที่แรกที่ต่างก็จะแย่งกันเข้า ไม่มีข้อจำกัดว่าความคิดนี้เป็นความคิดที่ถูกหรือผิด แต่อย่างน้อยก็ทำให้ใครหลาย ๆ คนได้มีโอกาสมาสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตัวเองและคนที่รัก

                เห็นไหมว่าคนปีชงใช่ว่าจะมีแต่เรื่องร้าย ๆ เข้ามาในชีวิต คนปีชงที่เจอเรื่องดี ๆ ก็มีถมไป ฉะนั้น อย่าคิดว่าปีนี้ชงทำโน่นก็ไม่ดี ทำนี่ก็ไม่ได้ จงหาคำตอบให้กับตัวเองว่าแท้ที่จริงแล้วการทำอะไรที่ผิดพลาดหรือไม่สำเร็จนั้น เกิดจากปีชงหรือการกระทำของตัวเองกันแน่

น่าทึ่งความคิดเด็ก ม.2 กับความคิดที่ว่า “หากขอก็ต้องขอไปจนตาย”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีกระแสจากโลกโซเชียลเกี่ยวกับน้องผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิพย์ ของานทำหลังเลิกเรียนไม่เกี่ยงอัตราค่าจ้าง เท่าไรก็รับได้ ให้ทำอะไรได้หมด เพราะต้องหาเงินเลี้ยงดูน้องอีกหนึ่งคน ส่วนพ่อก็ทิ้งไปหาตัวไม่เจอ แม่ก็มาเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา หลังจากที่น้องโพสต์เรื่องราว ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศก็หลั่งไหลเข้ามาให้กำลัง และพร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก ทั้งบริจาคเงิน ปัจจัยสิ่งของ หรือแม้กระทั่งขอรับน้องไปเลี้ยงดู ซึ่งฟังดูไม่เห็นมีอะไรน่าแปลกใช่ไหมละ เพราะกระทู้ประเภทนี้เกิดขึ้นอย่างมากมายในปัจจุบัน

แต่ที่ทำให้น่าแปลกใจคือ เรื่องราวของน้องที่ถูกถ่ายทอดผ่านคุณครูผู้ดูแลกล่าวว่า ช่วงชีวิตอันน่าลำบากของน้อง น้องพยายามดิ้นรนหางานทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ หากใครจะให้เงินฟรี ๆ น้องไม่ขอรับ แต่น้องจะขอทำงานแลกเงินเสียมากกว่า เพราะน้องคิดอยู่เสมอว่า “ถ้าหากขอก็ต้องขอไปจนตาย” นี้ต่างหากที่เป็นจุดน่าสนใจของเรื่องนี้ อะไรที่ทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเกิดความคิดเหล่านี้ในหัวสมอง การมีคนหยิบยื่นความสบายให้อย่างง่ายดาย แต่น้องคนนี้กลับไม่ยินดีที่จะยื่นมือไปรับมันมา คุณคิดว่าสิ่งนั้นคืออะไร

หากใครที่กำลังหาคำตอบว่า น้องกำลังคิดอะไรอยู่ คงไม่มีใครตอบได้ถูกต้องอย่างชัดเจนเท่ากับตัวของน้องเอง แต่ไม่ว่าน้องจะคิดอะไร ผลที่ออกมามันก็คือเรื่องราวดี ๆ ที่จะติดตัวน้องไปจนวันตาย สังคมได้มองเห็นแล้วว่าน้องคือคนดีที่แท้จริง การมีความอดทน ความพยายาม และความมุ่งมานะ คือพื้นฐานที่จะทำให้น้องก้าวเข้าสู่สังคมและมีชีวิตรอดในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผิดกับวัยรุ่นสมัยใหม่บางคนที่ทุกวันนี้ยังคงแบมือขอเงินพ่อแม่ใช้ และใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพราะคิดอยู่เสมอว่าพ่อกับแม่จะสามารถหาเงินให้พวกเขาได้ไปตลอดชีวิต แต่พวกเขาลืมคิดถึงวันที่จะไม่มีพ่อแม่อยู่ให้แบมือขอเหมือนอย่างเช่นน้องคนนี้

หากอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ขอให้ก้มสำรวจสถานะของตัวเอง ใครที่มีสถานะเป็นลูกให้ลองย้อนกลับไปดูว่าตั้งแต่เกิดมาในชีวิตคุณใช้เงินที่พ่อแม่หาเลี้ยงไปแล้วกี่บาท คุณเคยลองถามท่านสักคำไหมว่า ท่านเหนื่อยมากแค่ไหนกว่าจะหาเงินให้คุณใช้ได้ในแต่ละบาท แล้ววันที่คุณใช้เงินของท่าน คุณใช้มันอย่างคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อของท่านแล้วจริงหรือ

สำหรับใครที่มีสถานะของความเป็นพ่อเป็นแม่ ก็ลองย้อนกลับไปถามตัวเองเช่นกันว่า วันนี้คุณได้สอนลูกให้เห็นคุณค่าของเงินมากแค่ไหน และผลผลิตที่ได้จากการใช้เงินในการเลี้ยงดูลูกตั้งแต่เล็กจนโตเป็นอย่างไร บางทีอาจจะทำให้คุณได้มองเห็นว่า แท้จริงแล้วตอนนี้ลูกของคุณกำลังเติบโตมาจากความรักหรือจำนวนธนบัตรที่คุณมอบให้กันแน่

ฮิปฮอปอายุน้อยเงินล้าน ตอบโจทย์การศึกษาไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเพลงฮิปฮอปยอดฮิตที่ชื่อว่า เฉยเมย ให้พูดแค่ชื่อเพลงอาจไม่คุ้นหู แต่ถ้าร้องให้ฟังว่า ตอนนี้ยังไม่ได้นอนเลยจะสิบโมงเช้า หลายคนคงยิ้มและพูดว่าฟังเป็นร้อย ๆ รอบแล้วจริงไหม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเพลงสไตล์นี้กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นเป็นจำนวนมาก และตอนนี้มีจำนวนเข้าดูถึงร้อยกว่าล้านวิว ถือว่าเป็นตัวเลขไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้ว่ากระแสจะเริ่มลดลงไปจากตอนแรกบ้างแล้ว แต่ทำไมยังคงมีคนเข้าไปฟังและติดตามอย่างต่อเนื่อง

                แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่าสไตล์เพลงอยู่ตรงที่ตัวนักร้องอย่าง youngohm เสียมากกว่า หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเขาคือนักร้องฮิปฮอปที่มีอายุเพียง 20 ปี แต่ปัจจุบันมีโอกาสจับเงินล้านได้อย่างสบาย และที่สำคัญเขาเรียนหนังสือจบแค่ชั้นมัธยมศึกษาเพียงเท่านั้น และยังไม่มีความคิดที่จะกลับไปเรียนต่อ เพราะเขารักและหลงใหลในการทำงานเพลง มากกว่าการนั่งทำการบ้านในห้องเรียน

                Youngohm เคยให้สัมภาษณ์ว่า การพัฒนาชีวิตไม่ได้มีเพียงแต่ในห้องเรียน วิธีการพัฒนาของเขาคือการทำเพลงและหารายได้จากเพลง อันที่จริงเขาก็เรียนเหมือนคนทั่ว ๆ ไป เพียงแต่เขาไม่ได้เขาไปนั่งและทำการบ้านก็เท่านั้นเอง การกระทำของเขาทำให้มองเห็นในอีกแง่มุมว่า การศึกษาไม่ใช่คำตอบทุกอย่างของชีวิต แต่การพัฒนาตัวเองเสียมากกว่าที่จะสามารถตอบโจทย์ชีวิตได้ แต่หากวัยรุ่นคนไหนที่กำลังมีความคิดอยากจะเป็นแบบ youngohm ลองหาคำตอบให้กับตัวเองให้ได้ก่อน 3 ข้อ ดังนี้

                1. ความเป็นตัวเองคืออะไร

                การที่ youngohm สามารถมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ เพราะความเป็นตัวของตัวเองมาแต่เด็ก เขารู้ว่าเขาชอบหรือเขารักที่จะทำอะไร โดยที่เขาไม่ได้สนใจเสียงหัวเราะหรือคำดูถูกจากคนรอบข้าง เขาจึงสามารถพาให้ตัวเองมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้จนถึงทุกวันนี้ แล้วคุณละ หาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเจอแล้วหรือยัง รู้หรือยังว่าตัวเองชอบหรือรักอะไร และพร้อมแค่ไหนที่จะเอาชีวิตที่เหลือทั้งชีวิตไปทุ่มเทให้กับมัน และหากวันหนึ่งมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด คุณคิดว่าจะทำอย่างไร จะรับมือกับแรงถาโถมระหว่างทางไหวหรือไหม

                2. ความพยายามอยู่ในระดับที่เท่าไร

                ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่าตัวเองมีความพยายามในระดับใด เพราะความพยามยามไม่มีระดับที่สูงสุด คุณสามารถสร้างมันให้เพิ่มมากขึ้นได้ในทุก ๆ วัน ขึ้นอยู่กับใจตัวเองมากกว่าว่าจะมีแรงสร้างมันได้ขนาดไหน และยิ่งหากใครที่คิดจะทำตาม youngohm ออกมาตามหาความฝันโดยไม่ศึกษาต่อ ก็ควรจะมีความพยายามมากกว่าคนอื่นเพิ่มเป็นสองเท่า จริงอยู่ว่าการพัฒนาไม่ได้มีเพียงแค่ในห้องเรียน แต่ความรู้ในห้องเรียนจะสามารถช่วยให้ความพยายามของคุณเป็นไปได้ง่ายขึ้น

                3. ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้หรือไม่

                ใครที่คิดอยากจะทำเพราะเห็นเขาเป็นแค่ไอดอล อยากเตือนไว้ตรงนี้เลยว่า “อย่า” เพราะไอดอลของคุณเขามีเป้าหมายในชีวิตจึงประสบความสำเร็จ แล้วคุณมีเป้าหมายในชีวิตแล้วหรือยัง เป้าหมายจะสามารถช่วยกระตุ้นให้คุณก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ แต่ถ้าวันนี้คุณยังไม่มีเป้าหมายแล้วคุณจะทำไปเพื่ออะไร จริงไหม

หากคุณมีคำตอบในใจครบแล้วทั้ง 3 ข้อ และมั่นใจในคำตอบของตัวเองที่สุดแล้ว ก็คงไม่มีอะไรให้ต้องรีรออีกต่อไป ก้าวไปข้างหน้าทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เพราะรู้ไหมว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่ค้นหาฝันของตัวเองจนเจอ มีคนอีกกี่ล้านกี่แสนคนที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบหรือรักที่จะทำอะไร แต่อย่าลืมปรึกษาพ่อและแม่ก่อนตัดสินใจอะไรลงไปนะ เพราะความต้องการของคุณและท่านอาจจะไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันก็ได้   

มาทำความรู้จักกับยูทูปเบอร์ (Yotubers) “อาชีพใหม่ รายได้พุ่ง”

หากพูดถึงสื่อออนไลน์ที่ให้ความบันเทิง และกำลังเป็นที่นิยมของคนยุคนี้ ก็คงหนีไม่พ้น เว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Youtube  เพราะนอกจากจะรวบรวมคลิปวีดิโอ เพลง คอนเทนท์ต่าง ๆ รายการทีวี กระทั่งภาพยนตร์ที่น่าสนใจเอาไว้แล้ว ยังเป็นอีกช่องทางแจ้งเกิดของศิลปินระดับโลกหลายคน เนื่องจาก Youtube นั้นเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถนำเสนอคลิปที่มีความบันเทิง สร้างสรรค์ และส่งเสริมการแสดงออกที่ถูกต้องและหลากหลาย ที่ไม่ว่าใครก็สามารถนำเสนอความเป็นตัวเองผ่านช่องทางดังกล่าวได้  จึงทำให้เกิดอาชีพใหม่อย่าง ยูทูปเบอร์ (Yotubers)

ยูทูปเบอร์ คือใคร?

คำว่า ยูทูปเบอร์ อาจจะเป็นที่คุ้นหูในกลุ่มของคนยุคใหม่ที่นิยมใช้เทคโนโลยี แต่ก็มีบางคนที่ยังไม่รู้จักคำนี้ ซึ่งหากจะพูดให้เข้าใจง่าย ยูทูปเบอร์ ก็คือ คนกลุ่มหนึ่งที่สร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเดี่ยวหรือกลุ่ม โดยนำเสนอผ่านคลิปวีดิโอ แล้วนำมาลงในช่องยูทูปของตนเอง โดยต้องผ่านเงื่อนไขการตรวจสอบความเหมาะสมของยูทูป ที่กำหนดว่าผลงานที่สามารถนำมาลงได้นั้น จะต้องเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่อนาจาร เพื่อควบคุมความเหมาะสม ในการนำเสนอผลงานผ่านเว็บไซต์ของยูทูป จึงอาจกล่าวได้ว่าการเป็นยูทูปเบอร์ก็ไม่แตกต่างไปจากนักผลิตรายการต่าง ๆ ตามที่เราเห็นในโทรทัศน์มากเท่าไรนัก เพียงแต่การสร้างสรรค์รายการผ่านยูทูปนั้น จะเปิดกว้างมากกว่า กล่าวคือไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานลงยูทูปในแบบของคุณได้ ผ่านช่องแชนแนลของตัวเอง และคนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงเนื้อหาและผลงานนั้น ๆ ได้ง่าย อีกด้วย

การเป็นยูทูเบอร์ง่าย ๆ กับรายได้หลักล้าน

ยูทูปเบอร์เป็นอีกอาชีพใหม่ที่น่าสนใจ และน่าจับตามอง ด้วยรายได้ที่สูงลิ่ว ยกตัวอย่างเช่น ยูทูปเบอร์ระดับแนวหน้าของโลก อย่าง Pewdiepie ที่มียอดผู้ติดตามมากถึง 38 ล้านคน ในหนึ่งเดือน และเขาสามารถทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท หรือถ้าอย่างในประเทศไทย ก็อย่างเช่น แชนแนล VRZO  บี้เดอะสกา และ Buffet  Channel รวมไปถึงค่ายเพลงต่าง ๆ ทำให้ระยะหลัง ๆ เกิดค่ายเพลงใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งเหล่านี้ต่างก็สร้างรายได้จากยูทูปกันแทบทั้งสิ้น ซึ่งรายได้ต่าง ๆ จะมาจาก Advertiser ที่มาในรูปแบบโฆษณาต่าง ๆ ที่มักจะโผล่ขึ้นมาคั่นระหว่างการเล่นวิดีโอในยูทูป หรือมีลิงค์แบนเนอร์ใต้ คลิป คล้าย ๆ กับว่าเป็นผู้สนับสนุนหลัก และเป็นหนทางทำเงินของเหล่าผู้ผลิตรายการในยูทูปนั่นเอง

จะเห็นว่าเมื่อโลกก้าวสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาชีพใหม่ ๆ ที่ทำรายได้มหาศาลก็เกิดขึ้นมามากมาย รวมถึงอาชีพยูทูปเบอร์เองด้วย ซึ่งก็นับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะอาชีพนี้เหมาะกับคนที่ชอบลงทุนด้วยไอเดีย และความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ เร้าความสนใจผู้ชม และที่สำคัญการเป็นยูทูปเบอร์ยังทำให้เกิดความสนุก ตื่นเต้น และท้าทาย เป็นการนำเสนอความสามารถ และความเป็นตัวเองให้คนทั่วโลกได้เห็น ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นเสน่ห์ของการเป็นยูทูปเบอร์ ที่ไม่เพียงแต่เป็นการส่งผ่านความสุข และสาระประโยชน์ รวมถึงความคิดแปลกใหม่ในแง่มุมต่าง ๆ ไปสู่ผู้ชมแล้ว เรายังถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมผ่านสื่อ ที่อาจทำให้รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้กลับมาชมผลงานของตัวเองที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูป

“อ่านอย่างไรให้เกิน 8 บรรทัด” การสร้างวัฒนธรรมการอ่านแบบญี่ปุ่น

เราคงคุ้นเคยกับคำล้อเลียนที่ติดหู ที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือไม่เกินแปดบรรทัด” ซึ่งคำล้อเลียนดังกล่าวก็มาจากผลสำรวจที่ระบุว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยไม่เกิน 8 บรรทัดต่อปี นั่นหมายถึงว่าเป็นเรื่องตลกร้ายที่เราอาจจะคิดว่าล้อกันขำ ๆ แต่ความเป็นจริงแล้วน่าเป็นกังวลอย่างมาก เนื่องจากการอ่านถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งหากเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นแล้วก็จะเห็นความแตกต่างในเรื่องสถิติการอ่านหนังสือกันได้ชัดเจนมาก เพราะคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการอ่าน และสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็ก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่เราจะนำมาเป็นแนวทางว่า การสร้างวัฒนธรรมการอ่านแบบญี่ปุ่นนั้น เป็นอย่างไร

การสร้างวัฒนธรรมธรรมการอ่านในประเทศญี่ปุ่น

                ญี่ปุ่นถือเป็นอีกประเทศหนึ่งในเอเชีย ที่ประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบและหลงใหล การอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือการ์ตูน ที่เราจะพบในรูปแบบของอนิเมะ ไปจนถึงหนังสือประเภทต่าง ๆ ซึ่งส่วนที่สำคัญก็มาจากการที่ญี่ปุ่นนั้นได้สร้างวัฒนธรรมการอ่านที่หยั่งลึก จนกลายเป็นนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญในเรื่องการอ่านอย่างมาก ทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางสังคมอื่น ๆ โดยเริ่มจากจัดให้มีห้องสมุดประชาชนที่ทันสมัยและหนังสือหลากหลายชนิด ซึ่งห้องสมุดแต่ละที่เป็นสถานที่สามารถไปถึงได้ง่ายและสะดวก มีบริการให้ยืมหนังสือต่อคนได้หลายเล่ม นอกจากนี้ทุกอาทิตย์ห้องสมุดจะมีกิจกรรมการอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟัง นอกจากนี้การสร้างนิสัยรักการอ่านก็เกิดจากการหมั่นสร้างความใกล้ชิดระหว่างหนังสือกับเด็กทั้งโดยที่บ้านและโรงเรียน ซึ่งคุณแม่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้เด็กเล็กก่อนวัยประถมเล่นเกม ดังนั้นเวลาว่างจากการเล่นหรือกิจกรรมอื่น คือ การอ่านหนังสือ เช่นเดียวกันกับที่โรงเรียนอนุบาลหรือสถานที่รับเลี้ยงเด็ก ที่คุณครูมักใช้เวลาว่างก่อนเข้าเรียนในตอนเช้าหรือเสร็จจากกิจกรรมในแต่ละวันอ่านนิทานให้เด็ก ๆ ฟัง

บริษัทผลิตหนังสือ กับการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมรักการอ่าน

บริษัทผลิตหนังสือยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการอ่านให้กับเด็ก ๆ อีกปัจจัยสำคัญที่ผู้เขียนคิดว่ามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กอยากอ่านหนังสือ คือ คุณภาพการพิมพ์ เช่น หนังสือที่มีรูปภาพสีสันสวยงาม มีกระดาษที่ดี มีการนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือในแนวที่น่าสนใจติดตามซึ่งดึงดูดให้เด็กอยากจับหนังสือขึ้นมาอ่าน ทั้งนี้ราคาหนังสือส่วนใหญ่ไม่แพงมากนัก ทำให้ผู้ปกครองมีกำลังซื้อหนังสือเพื่อให้ลูกอ่านได้เต็มที่ นอกจากนี้โรงเรียนมักให้ความร่วมมือกับบริษัทผลิตหนังสือในการสั่งซื้อหนังสือรายเดือนที่บริษัทหนังสือนำมาจัดส่งถึงโรงเรียน

จะเห็นได้ว่า การสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็กและเยาวชนในประเทศญี่ปุ่นนั้น จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกฝังค่านิยมการอ่านโดยเริ่มจากที่บ้าน และพ่อแม่ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการฝึก และส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสือตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัย นอกจากนี้ยังมี โรงเรียน ชุมชน และแม้กระทั่งองค์กรเอกชนที่ช่วยกันปลูกปั้นให้เด็กและเยาวชนในประเทศรักและหลงใหลในการอ่าน ไม่ปิดกั้นทางความคิดเกี่ยวกับรสนิยมในการอ่านหนังสือ จึงไม่แปลกใจที่เด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชื่นชอบและหลงรักการอ่านหนังสือ จากความชื่นชอบก็กลายเป็นทักษะสำคัญที่สามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

เรื่องขยะที่ไม่ “ขยะ” ความน่ากังวลของโลกทุกวันนี้

หลายวันที่ผ่านมาเราคงคุ้นเคยกับภาพข่าว หรือคลิปวีดิโอเกี่ยวกับสภาพขยะมูลฝอยที่ถูกทิ้งเกลื่อนกลาด ทั้งบนท้องถนน สวนสาธารณะ หรือแม้กระทั่งในมหาสมุทร ซึ่งก็ดูจะเป็นภาพที่ทุกคนคุ้นชิน จนเห็นเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว กระทั่งเราอาจจะกำลังหลงลืมไปว่า ขยะเหล่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และไม่สมควรเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่ทุกคนจะมองข้ามไป เพราะจากสถิติที่ผ่านมา การทิ้งขยะทั่วโลกนั้นมีปริมาณหลายล้านตันต่อปี แน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมานั้นใหญ่หลวงมาก จนเราไม่สามารถมองขยะ เป็นแค่เรื่องขยะได้

ภาพถ่ายสะท้อนใจ มหันตภัยจากขยะ

ภาพถ่ายเกี่ยวกับปัญหาเรื่องขยะจากทั่วทุกมุมโลกนั้น ถูกนำเสนอมากขึ้น โดยเฉพาะในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งได้มีการถ่ายภาพที่สร้างความตกตะลึงเกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติก มาตีพิมพ์เผยแพร่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลที่ลอยอยู่ในท้องทะเล หรือวางเกลื่อนชายหาด และตามแม่น้ำลำคลอง ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือ สัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะสัตว์ทะเล กำลังเผชิญอันตราย เมื่อพวกมันว่ายน้ำไปติดอยู่ท่ามกลางขยะพลาสติก หรืออาจจะกลืนกินขยะเหล่านั้นเข้าไป ดังเช่น ภาพถ่ายนกกระสาตัวหนึ่งที่ติดอยู่ในถุงพลาสติกในหลุมขยะแห่งหนึ่งที่ประเทศสเปน เคราะห์ดีที่มันหลุดออกมาได้ โดยช่างภาพได้ช่วยเหลือมันหลังจากถ่ายภาพนี้แล้ว นอกจากนี้ยังมีภาพเต่าหัวค้อนที่ติดอยู่ในตาข่ายจับปลาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกชายฝั่งประเทศสเปน ซึ่งมันอาจจะตายได้ ถ้าช่างภาพไม่เข้าไปช่วยปลดตาข่ายนี้ออกจากมัน

ไม่เพียงแต่ในต่างประเทศเท่านั้น เมื่อย้อนกลับมาดูสถานการณ์ขยะบ้านเราจะเห็นว่า ปัจจุบันขยะมูลฝอยจากในกรุงเทพมหานครปี 2560 พบว่าใน 1 วัน มีขยะตกค้างถึง 4.2 ล้านตัน ซึ่งเฉลี่ยสร้างขยะคนละ 1.5 กิโลกรัมต่อวัน

คนไทยมีจำนวน 65 ล้านคน ใน 1 วัน ทั้งประเทศจึงมีขยะสะสมถึง 74,073 ตัน ดังนั้น 1 ปี ประเทศเราจึงมีขยะตกค้างมากถึง 27.04 ล้านตัน และที่น่าตกใจคือขยะส่วนใหญ่ที่พบเป็นขยะพลาสติก โดยขณะนี้ทั่วโลกมีพลาสติกถูกผลิตขึ้นกว่า 9,000 ล้านตัน ซึ่งขยะพลาสติก 1 ชิ้นใช้เวลา 450 ปี ในการย่อยสลาย แม้ว่าบางชนิดสามารถนำไปรีไซเคิลได้ แต่เหตุใดยังมีขยะพลาสติกจำนวมหาศาลตกค้างในสิ่งแวดล้อม

ขยะที่มีมากมาย แล้วใครรับผิดชอบ?

                ปัญหาขยะ ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง เราจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาถกเถียงกันว่า ใครจะเป็นคนรับผิดชอบปัญหาดังกล่าว เพราะต้นเหตุของปัญหาจริง ๆ ก็คือเราทุกคน และมันก็เกิดจากนิสัยและความเคยชินจากเรื่องที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งการที่เราเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยนี่แหละ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าใคร ๆ ก็ทำ ใคร ๆ ก็ใช้ถุงพลาสติก ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ ซึ่งความคิดเหล่านี้มันได้ฝังลึกจนกลายเป็นนิสัย และเป็นส่วนหนึ่งในทัศนคติการดำเนินชีวิตของหลายคน จนเรารู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องลดปริมาณการใช้ขยะ และแน่นอนว่าถ้าหากคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความคิดเช่นนี้ทุกคน ปัญหาขยะก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นเราจะเริ่มจากตรงไหน ถ้าไม่ใช่จากตัวเรา ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น หากไปตลาด ก็อาจจะนำตะกร้าหรือถุงผ้าไปด้วยเพื่อนำไปใส่ของที่เราเลือกซื้อ เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกหลาย ๆ ใบ วิธีง่าย ๆ แบบนี้ก็สามารถช่วยโลกให้น่าอยู่ขึ้นได้เช่นเดียวกัน แค่เราเริ่มจากสองมือและหัวใจของเรา

จะเป็นอย่างไร เมื่อเฟซบุ๊กกำลังจะเปิดใช้ฟีเจอร์ Dating ครั้งแรกของโลก

                เป็นข่าวฮือฮาอย่างมากสำหรับวงการสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากที่เฟซบุ๊กลุยตีตลาดต่อกับการสร้างฟีเจอร์หาคู่ เอาใจคนโสด หรือคนที่อยากจะสร้างมิตรภาพดี ๆ กับใครซักคนผ่านโลกโซเชียล กระแสข่าวดังกล่าวจึงเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก รวมถึงคนไทยด้วย หลายฝ่ายจึงเฝ้าจับตามองว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เฟซบุ๊กนั้นเปิดตัวฟีเจอร์นี้จะเป็นอย่างไร ผลตอบรับจะเป็นไปในทิศทางไหน และจะส่งผลกระทบต่อสังคม รวมถึงผู้ใช้อย่างไร

เอาใจคนโสด เฟซบุ๊กกับฟีเจอร์หาคู่

หลังจากที่มีการประกาศเปิดตัวฟีเจอร์หาคู่ “Facebook Dating” ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยไทยนับเป็นประเทศแรกในเอเชีย และประเทศที่ 2 ของโลกต่อจากโคลัมเบียซึ่งเปิดให้บริการไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยทางเฟซบุ๊กระบุว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 200 ล้านคนที่ระบุสถานะว่าโสด จากสถิติ 1 ใน 3 ของคู่แต่งงานในสหรัฐเริ่มต้นความสัมพันธ์กันบนช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะเห็นได้จากผลตอบรับของบริการจัดหาคู่บนออนไลน์เริ่มได้รับการความนิยมมากขึ้นตามลำดับ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีความสนใจร่วมกันได้พบและพูดคุยกัน ซึ่งฟีเจอร์นี้ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อให้ผู้คนสามารถควบคุมประสบการณ์การสร้างความสัมพันธ์ของตนเองได้อย่างเต็มที่ สามารถจับคู่กับบุคคลที่มีความชื่นชอบหรือสนใจคล้ายกัน โดยเฟซบุ๊กจะเริ่มเปิดให้ใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวบนแอนดรอยด์เป็นที่แรก เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. เป็นต้นไป

การทำงานของฟีเจอร์ Dating : การเชื่อมความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์

หลายคนอาจยังสงสัยว่าเจ้าตัวฟีเจอร์นี้ทำงานอย่างไร และมีความปลอดภัย และน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน จริง ๆ แล้วฟีเจอร์ Dating ดังกล่าวจะมีการจับคู่จากสิ่งที่ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กนั้น ๆ มีความสนใจตรงกัน โดยผู้ใช้จะเห็นรายชื่อแนะนำซึ่งคัดเลือกมาจากความชอบและความสนใจ นอกจากนั้นยังสามารถเลือกคนที่จะเห็นโปรไฟล์เดทติ้งได้เอง จะมีเพียงผู้ที่อยู่ในรายชื่อแนะนำเท่านั้นที่สามารถเข้าดู ทางเฟซบุ๊กจะไม่แนะนำเพื่อนปัจจุบันที่อยู่บนเฟซบุ๊กและคนที่ผู้ใช้บล็อกบนเฟซบุ๊กให้ ขณะเดียวกันก็สามารถเลือกเข้าร่วมอีเวนท์หรือกรุ๊ปเพื่อดูบุคคลที่ใช้งานฟีเจอร์หาคู่คนอื่น ๆ และสามารถควบคุมความเป็นส่วนตัวได้ดียิ่งขึ้น โดยการซ่อนเพื่อนของเพื่อนจากรายชื่อแนะนำ หากคุณรู้สึกไม่สบายใจก็รายงานหรือบล็อกโปรไฟล์อื่น ๆ ได้

                เป็นที่น่าจับตามองว่า หากมีการเริ่มเปิดใช้งานจริง ผลตอบรับของกลุ่มเป้าหมายจะเป็นเช่นไร ซึ่งถ้าหากวิเคราะห์แล้วอาจเป็นไปได้ทั้งสองแง่มุม กล่าวคือหากมองในแง่บวก การมีฟีเจอร์ Dating อาจจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และมิตรภาพที่ดีให้กับผู้ใช้ที่อยู่ในสถานะโสด แต่หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งการมีฟีเจอร์ Dating อาจเพิ่มความสัมพันธ์ในลักษณะอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวที่มักจะมีให้เห็นบ่อยครั้งในสังคมไทย แต่อย่างไรก็ตามฟีเจอร์เหล่านี้ก็เป็นเพียงประตูเปิดทางให้แต่ละคนได้มีโอกาสเข้าไปสานความสัมพันธ์กันเท่านั้น ส่วนการนำไปใช้จะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ควรหรือไม่ควรก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้งานเอง ที่จะต้องควบคุมและระมัดระวังการให้ข้อมูลกับคู่ Dating และที่สำคัญต้องมีสติ รู้เท่าทัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดผลเสียตามมาได้

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารง่าย ๆ ที่ไม่มีวันตายไปจากโลก

เมื่อถึงช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือน หลายคนคงกำลังชะเง้อรอเงินเดือนอย่างใจจดใจจ่อ เพราะในปัจจุบันนี้อะไรก็ดูจะแพงไปเสียหมด ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้น และเมื่อรายรับไม่พอกับรายจ่าย กว่าจะถึงปลายเดือนบางคนก็กระเป๋าแบนเสียก่อน ซึ่งเมื่อเราตกทุกข์ได้ยากเช่นนี้ เราก็มักจะนึกถึงอาหารประเภทหนึ่งที่เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจในยามยาก นั่นก็คือ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” อาหารง่าย ๆ ที่ช่วยชีวิตได้ในยามจน ซึ่งเจ้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ดูจะเป็นอาหารสุดแสนจะธรรมดา บางคนออกจะเบื่อด้วยซ้ำ แต่ใครจะรู้บ้างว่ากว่าจะมาเป็นอาหารง่าย ๆ ที่ไม่เคยหายไปจากท้องตลาดนี่เอง ที่ซุกซ่อนความมหัศจรรย์เอาไว้มากมาย

อันโด โมโมฟุกุ  ผู้ริเริ่มผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จนกลายเป็นอาหารที่คนทั่วโลกรู้จัก

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกิดขึ้นครั้งแรกจากความคิดของ “นายอันโด โมโมฟุกุ” โดยในยุคนั้นเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประชาชนประสบภาวะข้าวยากหมากแพง กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นจึงแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการรณรงค์ให้ชาวญี่ปุ่นกินขนมปังที่ทำจากข้าวสาลี โดยได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา แต่นายอันโดกลับคิดว่าจำเป็นหรือไม่ที่ชาวญี่ปุ่นต้องกินขนมปัง ทั้ง ๆ ที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกับการกินบะหมี่หรือราเมน ด้วยความเป็นคนช่างสังเกต และชอบตั้งคำถามเขาจึงทดลองทำบะหมี่ที่เป็นอาหารง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำกินเองได้ สะดวก และราคาถูก นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางของ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” และนับจากนั้นหลังจากที่ลองผิดลองถูกอยู่หลายเดือน นายอันโดก็ได้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้เป็นครั้งแรก โดยตั้งชื่อบะหมี่ของเขาว่า “ชิกิ้น ราเมน” โดยนำเส้นราเมนที่ได้จากการผสมกับน้ำซุปกระดูกไก่ (โทริคะระ) ทอดในน้ำมันปาล์มไล่ความชื้นออกไป เพื่อสามารถเก็บไว้ได้นาน แค่เติมน้ำร้อนเส้นก็จะคืนสภาพเดิมและกินได้ทันทีโดยไม่ต้องปรุง ปัจจุบันชิกิ้น ราเมนยังเป็นรสที่ขายดี ที่ยังคงความอร่อย และได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

ต่อมาในปี 2507 นายอันโดจึงได้ก่อตั้งสมาคม อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป และเป็นประธานสมาคมผู้ผลิตราเมนนานาชาติ และก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ราเมนสำเร็จรูปโมโมฟุกุ อันโด กิจการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับการตอบรับดีมาก กระทั่งปี 2514 เขาได้ขยายกลุ่มผู้บริโภคไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารง่าย ๆ ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน  

เมื่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ จนกลายเป็นที่นิยมในประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้ามาในไทยราวปี พ.ศ.2514-2515 โดยยี่ห้อแรกคือ “ซันวา” ที่มีต้นแบบมาจากบะหมี่ญี่ปุ่นที่ต้องต้มก่อนกิน ตามมาด้วย ยำยำ ไวไว มาม่า ซึ่งเป็นชื่อที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ถึงขนาดที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่มักจะเรียกชื่อแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่า “มาม่า” จนในปัจจุบันนี้ก็ยังคงเรียกชื่อนี้อยู่ ในที่สุดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็กลายเป็นอาหารที่อยู่คู่สังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นอาหารที่ไม่มีใครไม่รู้จัก แม้ว่าบางคนอาจจะรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังคงบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันอยู่ไม่ขาด ซึ่งบางคนถึงขั้นนำไปทำเป็นเมนูอย่างอื่นที่หลากหลาย เช่น ยำมาม่า       ผัดมาม่า ต้มมาม่าทะเล ถือได้ว่าเป็นอาหารที่เราสามารถสร้างสรรค์เมนูได้อย่างหลากหลายตามความชอบของแต่ละคน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลายเป็นอาหารง่าย ๆ ไม่เคยตายไปจากโลก

“ข้าวกล่องหมื่นกล่อง” บทเรียนของการทำธุรกิจ

จากกรณีข่าวเรื่อง “ข้าวกล่องหมื่นกล่อง” ที่เป็นกระแสซึ่งมีคนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ในหลากหลายแง่มุม ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น เพราะเราก็มักจะเห็นเหตุการณ์คล้ายกันนี้บ่อยครั้งตามหน้าหนังสือพิมพ์  แต่เหตุการณ์ครั้งนี้น่าสนใจตรงที่ มูลค่าความเสียหายนั้นค่อนข้างมาก และเมื่อผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รู้เรื่องดังกล่าว ก็เกิดการแชร์ต่อ ๆ กัน กลายเป็นข่าวดังในชั่วข้ามคืน โดยภาพที่แชร์ก็จะเป็นภาพสองแม่ลูก และญาติ ๆ ที่เป็นผู้เสียหายนั้น อดตาหลับ ขับตานอน ร่างกายดูอ่อนเพลียจากการผลิตข้าวกล่องกว่า 10,000 กล่อง แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากผู้ว่าจ้าง จึงทำให้คนในสังคมเริ่มตื่นตัว และตระหนักถึงความเสี่ยงของการทำธุรกิจดังกล่าว

ข้าวกล่องเป็นเหตุ : ปมความขัดแย้งระหว่างผู้รับจ้าง และผู้ว่าจ้าง

จากเหตุการณ์ดังกล่าว นางธนิสร กุยแก้ว อายุ 42 ปี ได้เปิดเผยว่า ตนถูกหลอกให้ทำข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม ส่งโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก ด้วยการทำสัญญาผูกมัดเป็นเวลา 5 ปี ให้ผลิตข้าวกล่องประเภทข้าวมันไก่ ข้าวผัดกะเพราหมู ลูกชิ้นผัดเผ็ด ทุกวัน วันละ 10,000 กล่อง และน้ำดื่มสี อาทิ เก๊กฮวย โอเลี้ยง กระเจี๊ยบ เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 10,000 ขวด รวมถึงไข่ต้มส่งวันจันทร์-ศุกร์ วันละ 30,000 ฟอง ระหว่างทำสัญญาถูกเรียกเงินล่วงหน้าเพื่อจ่ายค่าสัมปทาน และขวดเปล่าสำหรับใส่น้ำดื่มเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 100,000 บาท ผู้มาติดต่ออ้างว่าหลังผลิตข้าวกล่องและน้ำดื่มแล้ว ทางบริษัทจะจ่ายเงินค่าอาหารและน้ำให้ทุกวัน โดยทำสัญญาแยกส่วนจำนวน 3 สัญญา แยกเป็นผลิตข้าวกล่อง 10,000 กล่อง กล่องละ 35 บาท เป็นเงิน 350,000 บาทต่อวัน ส่งทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ทำน้ำดื่มสี 10,000 ขวดต่อวัน ขวดละ 15 บาท เป็นเงิน 150,000 บาทต่อวัน เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และไข่ต้มอีก 30,000 ฟอง ใส่ถุงละ 3 ใบ รับซื้อถุงละ 20 บาท โดยไข่ต้มตนยังไม่รับทำส่ง

ผู้เสียหายรายนี้กล่าวว่าได้ทำสัญญาสัมปทานกับบริษัทดังกล่าวไป พร้อมเรียกญาติของตน และชาวบ้านพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมลงทุนซื้อข้าวของเครื่องใช้และเครื่องครัวเพื่อผลิตข้าวกล่องและน้ำดื่ม โดยลงทุนไปแล้วกว่า 1 ล้านบาท หลังจากทำสัญญาเรียบร้อยแล้วและทำการผลิตข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม โดยที่ยังไม่ได้ผลิตไข่ต้ม ปรากฏว่าผู้ทำสัญญาอ้างสารพัดอย่างว่าข้าวกล่องที่ทำนั้นไม่ได้มาตรฐาน และยืนยันที่จะไม่รับข้าวกล่องและน้ำดื่มที่ผลิตไว้ ทำให้ข้าวกล่องที่ได้ทำไว้แล้วเกิดเน่าเสีย ขาดทุนเป็นจำนวนมหาศาล

บทเรียนราคาแพงจาก “ข้าวกล่องหมื่นกล่อง” : ความเสี่ยงจากการทำธุรกิจที่ต้องระวัง

                จากกรณีดังกล่าวนอกจากจะกลายเป็นกระแส ที่คนในโลกสังคมออนไลน์ให้ความสนใจแล้ว เมื่อวิเคราะห์และพิจารณาจากข่าวดังกล่าว จะเห็นว่า เมื่อเกิดการทำสัญญาระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร และเมื่อเกิดการทำผิดสัญญาไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องรับผิดชอบในส่วนที่ผิด โดยจะชดเชยค่าเสียหายแบบใดก็ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างกัน ก่อนที่จะมีการทำเป็นบันทึกในสัญญา นอกจากนี้ยังให้บทเรียนอย่างมากกับผู้รับจ้างทำข้าวกล่อง หรือรับจ้างอื่น ๆ จากผู้ว่าจ้าง เราจะต้องระมัดระวังเรื่องการทำสัญญา หรือการเจรจา ทุกอย่างควรเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะง่ายต่อการแสดงหลักฐานเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอาเปรียบ นอกจากนี้ก่อนที่จะรับทำอะไรก็ตามจากผู้ว่าจ้าง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตรวจสอบประวัติ หรือประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ว่าจ้าง ก่อนที่จะรับงานนั้น ๆ เพื่อให้เชื่อถือได้ว่าจะไม่โดนหลอกอย่างกรณีที่เป็นข่าว ฉะนั้นไม่ว่าจะทำธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือไปจนถึงขนาดใหญ่ จำเป็นจะต้องมีความรอบคอบ และระมัดระวังเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาเหมือนในกรณีที่เป็นข่าว