Author: admins admins

มาทำความรู้จักกับยูทูปเบอร์ (Yotubers) “อาชีพใหม่ รายได้พุ่ง”

หากพูดถึงสื่อออนไลน์ที่ให้ความบันเทิง และกำลังเป็นที่นิยมของคนยุคนี้ ก็คงหนีไม่พ้น เว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Youtube  เพราะนอกจากจะรวบรวมคลิปวีดิโอ เพลง คอนเทนท์ต่าง ๆ รายการทีวี กระทั่งภาพยนตร์ที่น่าสนใจเอาไว้แล้ว ยังเป็นอีกช่องทางแจ้งเกิดของศิลปินระดับโลกหลายคน เนื่องจาก Youtube นั้นเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถนำเสนอคลิปที่มีความบันเทิง สร้างสรรค์ และส่งเสริมการแสดงออกที่ถูกต้องและหลากหลาย ที่ไม่ว่าใครก็สามารถนำเสนอความเป็นตัวเองผ่านช่องทางดังกล่าวได้  จึงทำให้เกิดอาชีพใหม่อย่าง ยูทูปเบอร์ (Yotubers)

ยูทูปเบอร์ คือใคร?

คำว่า ยูทูปเบอร์ อาจจะเป็นที่คุ้นหูในกลุ่มของคนยุคใหม่ที่นิยมใช้เทคโนโลยี แต่ก็มีบางคนที่ยังไม่รู้จักคำนี้ ซึ่งหากจะพูดให้เข้าใจง่าย ยูทูปเบอร์ ก็คือ คนกลุ่มหนึ่งที่สร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเดี่ยวหรือกลุ่ม โดยนำเสนอผ่านคลิปวีดิโอ แล้วนำมาลงในช่องยูทูปของตนเอง โดยต้องผ่านเงื่อนไขการตรวจสอบความเหมาะสมของยูทูป ที่กำหนดว่าผลงานที่สามารถนำมาลงได้นั้น จะต้องเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นเอง ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่อนาจาร เพื่อควบคุมความเหมาะสม ในการนำเสนอผลงานผ่านเว็บไซต์ของยูทูป จึงอาจกล่าวได้ว่าการเป็นยูทูปเบอร์ก็ไม่แตกต่างไปจากนักผลิตรายการต่าง ๆ ตามที่เราเห็นในโทรทัศน์มากเท่าไรนัก เพียงแต่การสร้างสรรค์รายการผ่านยูทูปนั้น จะเปิดกว้างมากกว่า กล่าวคือไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานลงยูทูปในแบบของคุณได้ ผ่านช่องแชนแนลของตัวเอง และคนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงเนื้อหาและผลงานนั้น ๆ ได้ง่าย อีกด้วย

การเป็นยูทูเบอร์ง่าย ๆ กับรายได้หลักล้าน

ยูทูปเบอร์เป็นอีกอาชีพใหม่ที่น่าสนใจ และน่าจับตามอง ด้วยรายได้ที่สูงลิ่ว ยกตัวอย่างเช่น ยูทูปเบอร์ระดับแนวหน้าของโลก อย่าง Pewdiepie ที่มียอดผู้ติดตามมากถึง 38 ล้านคน ในหนึ่งเดือน และเขาสามารถทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท หรือถ้าอย่างในประเทศไทย ก็อย่างเช่น แชนแนล VRZO  บี้เดอะสกา และ Buffet  Channel รวมไปถึงค่ายเพลงต่าง ๆ ทำให้ระยะหลัง ๆ เกิดค่ายเพลงใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งเหล่านี้ต่างก็สร้างรายได้จากยูทูปกันแทบทั้งสิ้น ซึ่งรายได้ต่าง ๆ จะมาจาก Advertiser ที่มาในรูปแบบโฆษณาต่าง ๆ ที่มักจะโผล่ขึ้นมาคั่นระหว่างการเล่นวิดีโอในยูทูป หรือมีลิงค์แบนเนอร์ใต้ คลิป คล้าย ๆ กับว่าเป็นผู้สนับสนุนหลัก และเป็นหนทางทำเงินของเหล่าผู้ผลิตรายการในยูทูปนั่นเอง

จะเห็นว่าเมื่อโลกก้าวสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาชีพใหม่ ๆ ที่ทำรายได้มหาศาลก็เกิดขึ้นมามากมาย รวมถึงอาชีพยูทูปเบอร์เองด้วย ซึ่งก็นับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะอาชีพนี้เหมาะกับคนที่ชอบลงทุนด้วยไอเดีย และความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ เร้าความสนใจผู้ชม และที่สำคัญการเป็นยูทูปเบอร์ยังทำให้เกิดความสนุก ตื่นเต้น และท้าทาย เป็นการนำเสนอความสามารถ และความเป็นตัวเองให้คนทั่วโลกได้เห็น ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นเสน่ห์ของการเป็นยูทูปเบอร์ ที่ไม่เพียงแต่เป็นการส่งผ่านความสุข และสาระประโยชน์ รวมถึงความคิดแปลกใหม่ในแง่มุมต่าง ๆ ไปสู่ผู้ชมแล้ว เรายังถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมผ่านสื่อ ที่อาจทำให้รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้กลับมาชมผลงานของตัวเองที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูป

“อ่านอย่างไรให้เกิน 8 บรรทัด” การสร้างวัฒนธรรมการอ่านแบบญี่ปุ่น

เราคงคุ้นเคยกับคำล้อเลียนที่ติดหู ที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือไม่เกินแปดบรรทัด” ซึ่งคำล้อเลียนดังกล่าวก็มาจากผลสำรวจที่ระบุว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยไม่เกิน 8 บรรทัดต่อปี นั่นหมายถึงว่าเป็นเรื่องตลกร้ายที่เราอาจจะคิดว่าล้อกันขำ ๆ แต่ความเป็นจริงแล้วน่าเป็นกังวลอย่างมาก เนื่องจากการอ่านถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งหากเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นแล้วก็จะเห็นความแตกต่างในเรื่องสถิติการอ่านหนังสือกันได้ชัดเจนมาก เพราะคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการอ่าน และสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็ก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่เราจะนำมาเป็นแนวทางว่า การสร้างวัฒนธรรมการอ่านแบบญี่ปุ่นนั้น เป็นอย่างไร

การสร้างวัฒนธรรมธรรมการอ่านในประเทศญี่ปุ่น

                ญี่ปุ่นถือเป็นอีกประเทศหนึ่งในเอเชีย ที่ประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบและหลงใหล การอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือการ์ตูน ที่เราจะพบในรูปแบบของอนิเมะ ไปจนถึงหนังสือประเภทต่าง ๆ ซึ่งส่วนที่สำคัญก็มาจากการที่ญี่ปุ่นนั้นได้สร้างวัฒนธรรมการอ่านที่หยั่งลึก จนกลายเป็นนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญในเรื่องการอ่านอย่างมาก ทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางสังคมอื่น ๆ โดยเริ่มจากจัดให้มีห้องสมุดประชาชนที่ทันสมัยและหนังสือหลากหลายชนิด ซึ่งห้องสมุดแต่ละที่เป็นสถานที่สามารถไปถึงได้ง่ายและสะดวก มีบริการให้ยืมหนังสือต่อคนได้หลายเล่ม นอกจากนี้ทุกอาทิตย์ห้องสมุดจะมีกิจกรรมการอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟัง นอกจากนี้การสร้างนิสัยรักการอ่านก็เกิดจากการหมั่นสร้างความใกล้ชิดระหว่างหนังสือกับเด็กทั้งโดยที่บ้านและโรงเรียน ซึ่งคุณแม่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้เด็กเล็กก่อนวัยประถมเล่นเกม ดังนั้นเวลาว่างจากการเล่นหรือกิจกรรมอื่น คือ การอ่านหนังสือ เช่นเดียวกันกับที่โรงเรียนอนุบาลหรือสถานที่รับเลี้ยงเด็ก ที่คุณครูมักใช้เวลาว่างก่อนเข้าเรียนในตอนเช้าหรือเสร็จจากกิจกรรมในแต่ละวันอ่านนิทานให้เด็ก ๆ ฟัง

บริษัทผลิตหนังสือ กับการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมรักการอ่าน

บริษัทผลิตหนังสือยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการอ่านให้กับเด็ก ๆ อีกปัจจัยสำคัญที่ผู้เขียนคิดว่ามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กอยากอ่านหนังสือ คือ คุณภาพการพิมพ์ เช่น หนังสือที่มีรูปภาพสีสันสวยงาม มีกระดาษที่ดี มีการนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือในแนวที่น่าสนใจติดตามซึ่งดึงดูดให้เด็กอยากจับหนังสือขึ้นมาอ่าน ทั้งนี้ราคาหนังสือส่วนใหญ่ไม่แพงมากนัก ทำให้ผู้ปกครองมีกำลังซื้อหนังสือเพื่อให้ลูกอ่านได้เต็มที่ นอกจากนี้โรงเรียนมักให้ความร่วมมือกับบริษัทผลิตหนังสือในการสั่งซื้อหนังสือรายเดือนที่บริษัทหนังสือนำมาจัดส่งถึงโรงเรียน

จะเห็นได้ว่า การสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็กและเยาวชนในประเทศญี่ปุ่นนั้น จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกฝังค่านิยมการอ่านโดยเริ่มจากที่บ้าน และพ่อแม่ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการฝึก และส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสือตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัย นอกจากนี้ยังมี โรงเรียน ชุมชน และแม้กระทั่งองค์กรเอกชนที่ช่วยกันปลูกปั้นให้เด็กและเยาวชนในประเทศรักและหลงใหลในการอ่าน ไม่ปิดกั้นทางความคิดเกี่ยวกับรสนิยมในการอ่านหนังสือ จึงไม่แปลกใจที่เด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชื่นชอบและหลงรักการอ่านหนังสือ จากความชื่นชอบก็กลายเป็นทักษะสำคัญที่สามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

เรื่องขยะที่ไม่ “ขยะ” ความน่ากังวลของโลกทุกวันนี้

หลายวันที่ผ่านมาเราคงคุ้นเคยกับภาพข่าว หรือคลิปวีดิโอเกี่ยวกับสภาพขยะมูลฝอยที่ถูกทิ้งเกลื่อนกลาด ทั้งบนท้องถนน สวนสาธารณะ หรือแม้กระทั่งในมหาสมุทร ซึ่งก็ดูจะเป็นภาพที่ทุกคนคุ้นชิน จนเห็นเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว กระทั่งเราอาจจะกำลังหลงลืมไปว่า ขยะเหล่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และไม่สมควรเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่ทุกคนจะมองข้ามไป เพราะจากสถิติที่ผ่านมา การทิ้งขยะทั่วโลกนั้นมีปริมาณหลายล้านตันต่อปี แน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมานั้นใหญ่หลวงมาก จนเราไม่สามารถมองขยะ เป็นแค่เรื่องขยะได้

ภาพถ่ายสะท้อนใจ มหันตภัยจากขยะ

ภาพถ่ายเกี่ยวกับปัญหาเรื่องขยะจากทั่วทุกมุมโลกนั้น ถูกนำเสนอมากขึ้น โดยเฉพาะในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งได้มีการถ่ายภาพที่สร้างความตกตะลึงเกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติก มาตีพิมพ์เผยแพร่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลที่ลอยอยู่ในท้องทะเล หรือวางเกลื่อนชายหาด และตามแม่น้ำลำคลอง ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือ สัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะสัตว์ทะเล กำลังเผชิญอันตราย เมื่อพวกมันว่ายน้ำไปติดอยู่ท่ามกลางขยะพลาสติก หรืออาจจะกลืนกินขยะเหล่านั้นเข้าไป ดังเช่น ภาพถ่ายนกกระสาตัวหนึ่งที่ติดอยู่ในถุงพลาสติกในหลุมขยะแห่งหนึ่งที่ประเทศสเปน เคราะห์ดีที่มันหลุดออกมาได้ โดยช่างภาพได้ช่วยเหลือมันหลังจากถ่ายภาพนี้แล้ว นอกจากนี้ยังมีภาพเต่าหัวค้อนที่ติดอยู่ในตาข่ายจับปลาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกชายฝั่งประเทศสเปน ซึ่งมันอาจจะตายได้ ถ้าช่างภาพไม่เข้าไปช่วยปลดตาข่ายนี้ออกจากมัน

ไม่เพียงแต่ในต่างประเทศเท่านั้น เมื่อย้อนกลับมาดูสถานการณ์ขยะบ้านเราจะเห็นว่า ปัจจุบันขยะมูลฝอยจากในกรุงเทพมหานครปี 2560 พบว่าใน 1 วัน มีขยะตกค้างถึง 4.2 ล้านตัน ซึ่งเฉลี่ยสร้างขยะคนละ 1.5 กิโลกรัมต่อวัน

คนไทยมีจำนวน 65 ล้านคน ใน 1 วัน ทั้งประเทศจึงมีขยะสะสมถึง 74,073 ตัน ดังนั้น 1 ปี ประเทศเราจึงมีขยะตกค้างมากถึง 27.04 ล้านตัน และที่น่าตกใจคือขยะส่วนใหญ่ที่พบเป็นขยะพลาสติก โดยขณะนี้ทั่วโลกมีพลาสติกถูกผลิตขึ้นกว่า 9,000 ล้านตัน ซึ่งขยะพลาสติก 1 ชิ้นใช้เวลา 450 ปี ในการย่อยสลาย แม้ว่าบางชนิดสามารถนำไปรีไซเคิลได้ แต่เหตุใดยังมีขยะพลาสติกจำนวมหาศาลตกค้างในสิ่งแวดล้อม

ขยะที่มีมากมาย แล้วใครรับผิดชอบ?

                ปัญหาขยะ ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง เราจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาถกเถียงกันว่า ใครจะเป็นคนรับผิดชอบปัญหาดังกล่าว เพราะต้นเหตุของปัญหาจริง ๆ ก็คือเราทุกคน และมันก็เกิดจากนิสัยและความเคยชินจากเรื่องที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งการที่เราเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยนี่แหละ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าใคร ๆ ก็ทำ ใคร ๆ ก็ใช้ถุงพลาสติก ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ ซึ่งความคิดเหล่านี้มันได้ฝังลึกจนกลายเป็นนิสัย และเป็นส่วนหนึ่งในทัศนคติการดำเนินชีวิตของหลายคน จนเรารู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องลดปริมาณการใช้ขยะ และแน่นอนว่าถ้าหากคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความคิดเช่นนี้ทุกคน ปัญหาขยะก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นเราจะเริ่มจากตรงไหน ถ้าไม่ใช่จากตัวเรา ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น หากไปตลาด ก็อาจจะนำตะกร้าหรือถุงผ้าไปด้วยเพื่อนำไปใส่ของที่เราเลือกซื้อ เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกหลาย ๆ ใบ วิธีง่าย ๆ แบบนี้ก็สามารถช่วยโลกให้น่าอยู่ขึ้นได้เช่นเดียวกัน แค่เราเริ่มจากสองมือและหัวใจของเรา

จะเป็นอย่างไร เมื่อเฟซบุ๊กกำลังจะเปิดใช้ฟีเจอร์ Dating ครั้งแรกของโลก

                เป็นข่าวฮือฮาอย่างมากสำหรับวงการสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากที่เฟซบุ๊กลุยตีตลาดต่อกับการสร้างฟีเจอร์หาคู่ เอาใจคนโสด หรือคนที่อยากจะสร้างมิตรภาพดี ๆ กับใครซักคนผ่านโลกโซเชียล กระแสข่าวดังกล่าวจึงเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก รวมถึงคนไทยด้วย หลายฝ่ายจึงเฝ้าจับตามองว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เฟซบุ๊กนั้นเปิดตัวฟีเจอร์นี้จะเป็นอย่างไร ผลตอบรับจะเป็นไปในทิศทางไหน และจะส่งผลกระทบต่อสังคม รวมถึงผู้ใช้อย่างไร

เอาใจคนโสด เฟซบุ๊กกับฟีเจอร์หาคู่

หลังจากที่มีการประกาศเปิดตัวฟีเจอร์หาคู่ “Facebook Dating” ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยไทยนับเป็นประเทศแรกในเอเชีย และประเทศที่ 2 ของโลกต่อจากโคลัมเบียซึ่งเปิดให้บริการไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยทางเฟซบุ๊กระบุว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 200 ล้านคนที่ระบุสถานะว่าโสด จากสถิติ 1 ใน 3 ของคู่แต่งงานในสหรัฐเริ่มต้นความสัมพันธ์กันบนช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะเห็นได้จากผลตอบรับของบริการจัดหาคู่บนออนไลน์เริ่มได้รับการความนิยมมากขึ้นตามลำดับ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีความสนใจร่วมกันได้พบและพูดคุยกัน ซึ่งฟีเจอร์นี้ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อให้ผู้คนสามารถควบคุมประสบการณ์การสร้างความสัมพันธ์ของตนเองได้อย่างเต็มที่ สามารถจับคู่กับบุคคลที่มีความชื่นชอบหรือสนใจคล้ายกัน โดยเฟซบุ๊กจะเริ่มเปิดให้ใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวบนแอนดรอยด์เป็นที่แรก เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. เป็นต้นไป

การทำงานของฟีเจอร์ Dating : การเชื่อมความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์

หลายคนอาจยังสงสัยว่าเจ้าตัวฟีเจอร์นี้ทำงานอย่างไร และมีความปลอดภัย และน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน จริง ๆ แล้วฟีเจอร์ Dating ดังกล่าวจะมีการจับคู่จากสิ่งที่ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กนั้น ๆ มีความสนใจตรงกัน โดยผู้ใช้จะเห็นรายชื่อแนะนำซึ่งคัดเลือกมาจากความชอบและความสนใจ นอกจากนั้นยังสามารถเลือกคนที่จะเห็นโปรไฟล์เดทติ้งได้เอง จะมีเพียงผู้ที่อยู่ในรายชื่อแนะนำเท่านั้นที่สามารถเข้าดู ทางเฟซบุ๊กจะไม่แนะนำเพื่อนปัจจุบันที่อยู่บนเฟซบุ๊กและคนที่ผู้ใช้บล็อกบนเฟซบุ๊กให้ ขณะเดียวกันก็สามารถเลือกเข้าร่วมอีเวนท์หรือกรุ๊ปเพื่อดูบุคคลที่ใช้งานฟีเจอร์หาคู่คนอื่น ๆ และสามารถควบคุมความเป็นส่วนตัวได้ดียิ่งขึ้น โดยการซ่อนเพื่อนของเพื่อนจากรายชื่อแนะนำ หากคุณรู้สึกไม่สบายใจก็รายงานหรือบล็อกโปรไฟล์อื่น ๆ ได้

                เป็นที่น่าจับตามองว่า หากมีการเริ่มเปิดใช้งานจริง ผลตอบรับของกลุ่มเป้าหมายจะเป็นเช่นไร ซึ่งถ้าหากวิเคราะห์แล้วอาจเป็นไปได้ทั้งสองแง่มุม กล่าวคือหากมองในแง่บวก การมีฟีเจอร์ Dating อาจจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และมิตรภาพที่ดีให้กับผู้ใช้ที่อยู่ในสถานะโสด แต่หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งการมีฟีเจอร์ Dating อาจเพิ่มความสัมพันธ์ในลักษณะอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวที่มักจะมีให้เห็นบ่อยครั้งในสังคมไทย แต่อย่างไรก็ตามฟีเจอร์เหล่านี้ก็เป็นเพียงประตูเปิดทางให้แต่ละคนได้มีโอกาสเข้าไปสานความสัมพันธ์กันเท่านั้น ส่วนการนำไปใช้จะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ควรหรือไม่ควรก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้งานเอง ที่จะต้องควบคุมและระมัดระวังการให้ข้อมูลกับคู่ Dating และที่สำคัญต้องมีสติ รู้เท่าทัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดผลเสียตามมาได้

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารง่าย ๆ ที่ไม่มีวันตายไปจากโลก

เมื่อถึงช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือน หลายคนคงกำลังชะเง้อรอเงินเดือนอย่างใจจดใจจ่อ เพราะในปัจจุบันนี้อะไรก็ดูจะแพงไปเสียหมด ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้น และเมื่อรายรับไม่พอกับรายจ่าย กว่าจะถึงปลายเดือนบางคนก็กระเป๋าแบนเสียก่อน ซึ่งเมื่อเราตกทุกข์ได้ยากเช่นนี้ เราก็มักจะนึกถึงอาหารประเภทหนึ่งที่เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจในยามยาก นั่นก็คือ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” อาหารง่าย ๆ ที่ช่วยชีวิตได้ในยามจน ซึ่งเจ้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ดูจะเป็นอาหารสุดแสนจะธรรมดา บางคนออกจะเบื่อด้วยซ้ำ แต่ใครจะรู้บ้างว่ากว่าจะมาเป็นอาหารง่าย ๆ ที่ไม่เคยหายไปจากท้องตลาดนี่เอง ที่ซุกซ่อนความมหัศจรรย์เอาไว้มากมาย

อันโด โมโมฟุกุ  ผู้ริเริ่มผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จนกลายเป็นอาหารที่คนทั่วโลกรู้จัก

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกิดขึ้นครั้งแรกจากความคิดของ “นายอันโด โมโมฟุกุ” โดยในยุคนั้นเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประชาชนประสบภาวะข้าวยากหมากแพง กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นจึงแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการรณรงค์ให้ชาวญี่ปุ่นกินขนมปังที่ทำจากข้าวสาลี โดยได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา แต่นายอันโดกลับคิดว่าจำเป็นหรือไม่ที่ชาวญี่ปุ่นต้องกินขนมปัง ทั้ง ๆ ที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกับการกินบะหมี่หรือราเมน ด้วยความเป็นคนช่างสังเกต และชอบตั้งคำถามเขาจึงทดลองทำบะหมี่ที่เป็นอาหารง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำกินเองได้ สะดวก และราคาถูก นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางของ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” และนับจากนั้นหลังจากที่ลองผิดลองถูกอยู่หลายเดือน นายอันโดก็ได้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้เป็นครั้งแรก โดยตั้งชื่อบะหมี่ของเขาว่า “ชิกิ้น ราเมน” โดยนำเส้นราเมนที่ได้จากการผสมกับน้ำซุปกระดูกไก่ (โทริคะระ) ทอดในน้ำมันปาล์มไล่ความชื้นออกไป เพื่อสามารถเก็บไว้ได้นาน แค่เติมน้ำร้อนเส้นก็จะคืนสภาพเดิมและกินได้ทันทีโดยไม่ต้องปรุง ปัจจุบันชิกิ้น ราเมนยังเป็นรสที่ขายดี ที่ยังคงความอร่อย และได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

ต่อมาในปี 2507 นายอันโดจึงได้ก่อตั้งสมาคม อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป และเป็นประธานสมาคมผู้ผลิตราเมนนานาชาติ และก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ราเมนสำเร็จรูปโมโมฟุกุ อันโด กิจการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับการตอบรับดีมาก กระทั่งปี 2514 เขาได้ขยายกลุ่มผู้บริโภคไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารง่าย ๆ ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน  

เมื่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ จนกลายเป็นที่นิยมในประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้ามาในไทยราวปี พ.ศ.2514-2515 โดยยี่ห้อแรกคือ “ซันวา” ที่มีต้นแบบมาจากบะหมี่ญี่ปุ่นที่ต้องต้มก่อนกิน ตามมาด้วย ยำยำ ไวไว มาม่า ซึ่งเป็นชื่อที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ถึงขนาดที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่มักจะเรียกชื่อแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่า “มาม่า” จนในปัจจุบันนี้ก็ยังคงเรียกชื่อนี้อยู่ ในที่สุดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็กลายเป็นอาหารที่อยู่คู่สังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นอาหารที่ไม่มีใครไม่รู้จัก แม้ว่าบางคนอาจจะรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังคงบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันอยู่ไม่ขาด ซึ่งบางคนถึงขั้นนำไปทำเป็นเมนูอย่างอื่นที่หลากหลาย เช่น ยำมาม่า       ผัดมาม่า ต้มมาม่าทะเล ถือได้ว่าเป็นอาหารที่เราสามารถสร้างสรรค์เมนูได้อย่างหลากหลายตามความชอบของแต่ละคน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลายเป็นอาหารง่าย ๆ ไม่เคยตายไปจากโลก

“ข้าวกล่องหมื่นกล่อง” บทเรียนของการทำธุรกิจ

จากกรณีข่าวเรื่อง “ข้าวกล่องหมื่นกล่อง” ที่เป็นกระแสซึ่งมีคนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ในหลากหลายแง่มุม ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น เพราะเราก็มักจะเห็นเหตุการณ์คล้ายกันนี้บ่อยครั้งตามหน้าหนังสือพิมพ์  แต่เหตุการณ์ครั้งนี้น่าสนใจตรงที่ มูลค่าความเสียหายนั้นค่อนข้างมาก และเมื่อผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รู้เรื่องดังกล่าว ก็เกิดการแชร์ต่อ ๆ กัน กลายเป็นข่าวดังในชั่วข้ามคืน โดยภาพที่แชร์ก็จะเป็นภาพสองแม่ลูก และญาติ ๆ ที่เป็นผู้เสียหายนั้น อดตาหลับ ขับตานอน ร่างกายดูอ่อนเพลียจากการผลิตข้าวกล่องกว่า 10,000 กล่อง แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากผู้ว่าจ้าง จึงทำให้คนในสังคมเริ่มตื่นตัว และตระหนักถึงความเสี่ยงของการทำธุรกิจดังกล่าว

ข้าวกล่องเป็นเหตุ : ปมความขัดแย้งระหว่างผู้รับจ้าง และผู้ว่าจ้าง

จากเหตุการณ์ดังกล่าว นางธนิสร กุยแก้ว อายุ 42 ปี ได้เปิดเผยว่า ตนถูกหลอกให้ทำข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม ส่งโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก ด้วยการทำสัญญาผูกมัดเป็นเวลา 5 ปี ให้ผลิตข้าวกล่องประเภทข้าวมันไก่ ข้าวผัดกะเพราหมู ลูกชิ้นผัดเผ็ด ทุกวัน วันละ 10,000 กล่อง และน้ำดื่มสี อาทิ เก๊กฮวย โอเลี้ยง กระเจี๊ยบ เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 10,000 ขวด รวมถึงไข่ต้มส่งวันจันทร์-ศุกร์ วันละ 30,000 ฟอง ระหว่างทำสัญญาถูกเรียกเงินล่วงหน้าเพื่อจ่ายค่าสัมปทาน และขวดเปล่าสำหรับใส่น้ำดื่มเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 100,000 บาท ผู้มาติดต่ออ้างว่าหลังผลิตข้าวกล่องและน้ำดื่มแล้ว ทางบริษัทจะจ่ายเงินค่าอาหารและน้ำให้ทุกวัน โดยทำสัญญาแยกส่วนจำนวน 3 สัญญา แยกเป็นผลิตข้าวกล่อง 10,000 กล่อง กล่องละ 35 บาท เป็นเงิน 350,000 บาทต่อวัน ส่งทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ทำน้ำดื่มสี 10,000 ขวดต่อวัน ขวดละ 15 บาท เป็นเงิน 150,000 บาทต่อวัน เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และไข่ต้มอีก 30,000 ฟอง ใส่ถุงละ 3 ใบ รับซื้อถุงละ 20 บาท โดยไข่ต้มตนยังไม่รับทำส่ง

ผู้เสียหายรายนี้กล่าวว่าได้ทำสัญญาสัมปทานกับบริษัทดังกล่าวไป พร้อมเรียกญาติของตน และชาวบ้านพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมลงทุนซื้อข้าวของเครื่องใช้และเครื่องครัวเพื่อผลิตข้าวกล่องและน้ำดื่ม โดยลงทุนไปแล้วกว่า 1 ล้านบาท หลังจากทำสัญญาเรียบร้อยแล้วและทำการผลิตข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม โดยที่ยังไม่ได้ผลิตไข่ต้ม ปรากฏว่าผู้ทำสัญญาอ้างสารพัดอย่างว่าข้าวกล่องที่ทำนั้นไม่ได้มาตรฐาน และยืนยันที่จะไม่รับข้าวกล่องและน้ำดื่มที่ผลิตไว้ ทำให้ข้าวกล่องที่ได้ทำไว้แล้วเกิดเน่าเสีย ขาดทุนเป็นจำนวนมหาศาล

บทเรียนราคาแพงจาก “ข้าวกล่องหมื่นกล่อง” : ความเสี่ยงจากการทำธุรกิจที่ต้องระวัง

                จากกรณีดังกล่าวนอกจากจะกลายเป็นกระแส ที่คนในโลกสังคมออนไลน์ให้ความสนใจแล้ว เมื่อวิเคราะห์และพิจารณาจากข่าวดังกล่าว จะเห็นว่า เมื่อเกิดการทำสัญญาระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร และเมื่อเกิดการทำผิดสัญญาไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องรับผิดชอบในส่วนที่ผิด โดยจะชดเชยค่าเสียหายแบบใดก็ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างกัน ก่อนที่จะมีการทำเป็นบันทึกในสัญญา นอกจากนี้ยังให้บทเรียนอย่างมากกับผู้รับจ้างทำข้าวกล่อง หรือรับจ้างอื่น ๆ จากผู้ว่าจ้าง เราจะต้องระมัดระวังเรื่องการทำสัญญา หรือการเจรจา ทุกอย่างควรเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะง่ายต่อการแสดงหลักฐานเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอาเปรียบ นอกจากนี้ก่อนที่จะรับทำอะไรก็ตามจากผู้ว่าจ้าง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตรวจสอบประวัติ หรือประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ว่าจ้าง ก่อนที่จะรับงานนั้น ๆ เพื่อให้เชื่อถือได้ว่าจะไม่โดนหลอกอย่างกรณีที่เป็นข่าว ฉะนั้นไม่ว่าจะทำธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือไปจนถึงขนาดใหญ่ จำเป็นจะต้องมีความรอบคอบ และระมัดระวังเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาเหมือนในกรณีที่เป็นข่าว

หลากเรื่องควรรู้ สำหรับสถานประกอบการ เปิดเพลงอย่างไร ไม่ให้เสี่ยงข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์

จากกระแสข่าวบนสื่อสังคมออนไลน์ ที่เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกตื่นตัวกับเรื่องดังกล่าวไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านค้า ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือ แม้กระทั่งร้านคาราโอเกะ เหตุที่ทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวลเนื่องจากว่า มีร้านอาหารแห่งหนึ่งได้เปิดเพลงบนยูทูป แล้วถูกเจ้าหน้าที่ของค่ายเพลงชื่อดัง ดำเนินการแจ้งจับในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ซึ่งเมื่อข่าวนี้ปรากฏ หลายคนก็ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์กันในหลายมุมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และแน่นอนว่าแม้บางคนจะไม่เห็นด้วยกับฝ่ายค่ายเพลงในกรณีดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้อกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน ทางผู้ประกอบการเองก็อาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น ในการเปิดเพลงในสถานประกอบการของตนด้วย

ทำไมต้องมีการตรวจสอบการละเมิดลิขสิทธิ์เพลง?

การเปิดเพลงถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ที่จะช่วยดึงดูดลูกค้าในกลุ่มธุรกิจบันเทิงต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหาร และสถานบันเทิงต่าง ๆ ที่เปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์  แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเพลงนั้น ถือว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีผู้สร้างสรรค์ผลงาน หรือเป็นเจ้าของผลงาน ฉะนั้นจึงเกิดข้อกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจสอบเพื่อป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และทำให้ค่ายเพลงดังหลายค่ายตระหนักถึงเรื่องนี้ และพยายามผลักดันให้เพลงทุก ๆ เพลงมีลิขสิทธิ์เฉพาะที่ไม่ใช่ใครก็ได้จะสามารถนำไปร้อง หรือนำไปหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์  ดังนั้นการที่ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านคาราโอเกะ หรือแม้กระทั่งสถานบันเทิงต่าง ๆ จะต้องหันมาตระหนัก และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับข้อกฎหมายเหล่านี้ รวมถึงวิธีการดำเนินกิจการนั้น ๆ เพื่อไม่ให้โดนข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์เพลง

“รู้ไว้  ใช่ว่า”  ก่อนจะโดนข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์

การป้องกัน หรือระวังเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงนั้น ในความจริงแล้วทำได้ไม่ยาก เช่น ผู้ประกอบการอาจเลือกเปิดเฉพาะเพลงที่ศิลปินบางรายและบางค่ายเพลงประกาศออกมาแล้วว่า ให้ผู้ประกอบการนำเพลงไปเปิดในร้านได้เลย โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ หรือ เปิดเพลงเก่ามากที่หมดลิขสิทธิ์ไปแล้ว เช่น เพลงที่เป็นสแตนดาร์ดแจ๊สเก่า ๆ ซึ่งเพลงเหล่านี้สามารถนำมาสร้างเพลย์ลิสต์ ของเราเองในยูทูป ได้ โดยไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่อาจจะต้องต้องตรวจสอบให้ดีว่าเวอร์ชั่นที่นำมาใช้ต้องเป็นของต้นฉบับจริง ๆ

นอกจากวิธีที่กล่าวมาแล้ว ผู้ประกอบการบางรายอาจมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดเพลงที่กำลังเป็นกระแส และเป็นที่นิยมของกลุ่มวัยรุ่นในยุคนี้ การเปิดเพลงเก่า ๆ อาจจะไม่ตอบโจทย์ ดังนั้นเราสามารถขออนุญาตใช้เพลงให้ถูกต้อง เนื่องจากลิขสิทธิ์ในประเทศไทยมีหลายค่ายที่มีให้บริการซื้อเพลย์ลิสต์ที่ชอบได้ สามารถจัดให้เป็นชุดและเปิดได้ตลอด 24 ชม. หากผ่านขั้นตอนอย่างถูกต้อง แต่ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับการซื้อลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวตามความเหมาะสม และข้อกำหนดของแต่ละค่ายเพลง ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถดำเนินธุรกิจดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องกังวลกับการตรวจสอบการละเมิดลิขสิทธิ์เพลง

“กระแสเชิงเสียดสี” ปรากฏการณ์เพลง Rap ที่ไม่ใช่แค่ Rap

                จากกระแสเพลง Rap ที่กำลังเป็นที่พูดถึง และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทยในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเพลง “ประเทศกูมี” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของ Rapper อิสระ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึกนึกคิดซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวโยงกับสถานการณ์บ้านเมืองผ่านเพลง Rap ที่มีเนื้อหาตรงไปตรงมา ทำให้เพลงดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับทั้งด้านดี และไม่ดีจากสังคม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสดังกล่าวทำให้เพลง Rap เป็นที่รู้จักในสังคมไทยมากขึ้น

เมื่อโลกเริ่มรู้จักเพลง Rap

เพลง Rap มีต้นกำเนิดจากต่างชาติ จากนั้นวัฒนธรรมเกี่ยวกับแนวดนตรีดังกล่าวก็ไหลบ่าเข้าสู่วงการเพลงบ้านเราอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการ Rap เริ่มมาจากการพูดคำกลอนสดใส่จังหวะเพลง โดยส่วนใหญ่จะเป็นจังหวะเร็ว กระชับ ซึ่งหลายคนสับสนระหว่าง Hip-hop กับ Rap ซึ่งเพลง Rap นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม Hip-hop โดยเพลง Rap จะเป็นการร้องแบบที่เป็นจังหวะ คล้ายเสียงพูด มีการใช้คำคล้องจองกันแต่ไม่เน้นฉันทลักษณ์ที่ตายตัว รวมทั้งเน้นที่การกำกับจังหวะ โดยใช้จังหวะกลองอิเล็กทรอนิกส์ และเทคนิคการ Sampling นอกจากนั้น การ Rap ได้พัฒนามาโดยตลอด จากชาวจาเมกาในนิวยอร์กได้เริ่มการพูดลงบนเพลงประเภทแดนซ์ฮอลล์ ในคริสต์ทศวรรษ 1970 จนในคริสต์ทศวรรษ 1980 ความสำเร็จของ วงรัน-ดีเอ็มซี ได้เปิดกว้างให้วงการเพลง Rap จากนั้นก็เริ่มจะมีการใช้จังหวะที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ท้วงทำนองในการพูด เนื้อคำกลอนที่ซับซ้อน และการเล่นคำอย่างสร้างสรรค์ เนื้อเพลงแร็ปมักถ่ายทอดมุมมองชีวิต โดยเฉพาะชีวิตที่อิสระ การออกจากกรอบ รวมถึงการผสมผสานกับวัฒนธรรมกระแสนิยม และมีการพูดถึงสภาพสังคมในมุมมองของ Rapper

ปรากฏการณ์เพลง Rap ในไทย

เมื่อพูดถึงเพลง Rap ในประเทศไทย หรือแนวเพลง Hip-Hop ในอดีตเราก็มักจะนึกถึง Rapper ยุค 90 อย่างคุณโจอี้ บอย, ไทเทเนียม หรือแนวใต้ดินอย่างดาจิม ซึ่งในสมัยนั้นเพลงแนวนี้จะมีคนฟังค่อนข้างเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ซึ่งก็มีไม่มาก และยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าที่ควร ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มใต้ดินมากกว่า กระทั่งในยุคปัจจุบันต้องบอกว่าเพลง Rapได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง พร้อมกับศิลปินหน้าใหม่ที่แจ้งเกิดจากกลุ่มเล็ก ๆ จนตอนนี้ต้องเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ในวงการเพลง Rap ที่เป็นที่นิยมมากขึ้น จะเห็นได้จากยอดวิวใน YouTube ที่สูงลิบลิ่ว รวมทั้ง Rapper ก็กลายเป็นจุดเด่นที่ศิลปินดังต่างเชิญไปร่วม Featuring ในเพลงด้วย และยิ่งไปกว่านั้นเรายังได้เห็น เพลง Rap ในรายการทีวีหลายรายการทั้ง rap is now ที่มีการประชันกันของเหล่า Rapper ที่มีความสามารถจากทั่วเมืองไทย นอกจากนี้ยังมีรายการ the rapper ทางช่อง work point และ show me the money ทางช่อง true4u ซึ่งก็เป็นกระแสบนโลกออนไลน์ไม่น้อย

Rap กับการเสียดสีสังคม

                เมื่อคนไทยเริ่มรู้จักเพลง Rap มากขึ้น ก็ทำให้แนวเพลงดังกล่าวกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง โดยเราจะเห็นว่าเพลง Rap นอกจากจะให้ความสนุกสนาน ความสะใจ ความตื่นเต้นเร้าใจแล้ว ก็ยังมี Rapper บางกลุ่มที่เริ่มตระหนักว่าเพลง Rap สามารถเป็นสื่อกลาง หรือเป็น “กระบอกเสียง” ของสังคม หรือเป็นการพูดในประเด็นที่สังคมกำลังเกิดข้อสงสัย ความไม่กระจ่าง หรือเกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนั้น การใช้เพลง Rap เพื่อเล่าเรื่อง เล่าเหตุการณ์บ้านเมือง จนกระทั่งเสียดสีสังคมก็เริ่มเป็นที่นิยมและน่าจับตามอง เนื่องจากธรรมชาติของแนวเพลงดังกล่าว การใช้ถ้อยคำ ภาษาที่เรียงร้อยเป็นบทกลอนของเพลงนั้นมีความตรงไปตรงมา เน้นการใช้คำที่สั้นกระชับ แต่เสียดลึก กระตุกต่อมความคิด และกระตุ้นเตือนให้คนฟังรู้สึกร่วม และคิดตามไปกับเนื้อหาและเสียงดนตรี ซึ่งนี่อาจเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่เพลง Rap จะไม่ใช่แค่ Rap แต่คือศิลปะการถ่ายทอดมุมมองทางความคิด มุมสะท้อนทางสังคม ที่จะเข้าถึงอารมณ์และความคิดของผู้ฟังได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงอาจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ เพลง Rap ได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือต่างประเทศ

วิชัย ศรีวัฒนประภา กับการผลักดัน “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ สู่แชมป์

จากเหตุการณ์อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวตกบริเวณลานจอดรถสนามฟุตบอลคิง เพาเวอร์ สเตเดียม เมือง เลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา หรือที่รู้จักกันในนามนักธุรกิจเจ้าของอาณาจักรคิง เพาเวอร์และประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ เสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้า หลายคนต่างรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างมาก เพราะเราได้สูญเสียคนดีมีความสามารถไปอย่างไม่มีวันกลับ จึงทำให้หลายคนรำลึกถึงคุณงามความดีและผลงานของเจ้าสัววิชัย นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและผู้ผลักดันทีม เลสเตอร์ ซิตี้ สู่แชมป์ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

จุดเริ่มต้นของการก้าวสู่เส้นทางแห่งแชมป์

                ก่อนจะก้าวมาเป็นประธานสโมสร “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ เจ้าสัววิชัย ชื่นชอบทีมฟุตบอลชื่อดังอย่างเชลซี มาก่อน จนถึงขั้นซื้อที่นั่งระดับวีไอพีในสนามตลอดจนซื้อโฆษณาในสนามแข่ง แต่ก็ไม่เป็นที่ประทับใจมากนัก ต่อมาในปี 2007 ท่านก็ได้มีโอกาสเจรจาซื้อขายสโมสร “เดอะ รอยัลส์ เรดดิ้ง” แต่เจ้าของทีมไม่พร้อมขาย เนื่องจากไม่มั่นใจในการบริหารจัดการทีม ซึ่งนั่นทำให้เจ้าสัววิชัยยิ่งเกิดแรงผลักดันที่จะปลุกปั้นทีมฟุตบอลซักทีมหนึ่ง เพื่อให้ก้าวไปสู่เส้นทางแห่งแชมป์ นั่นก็คือทีม เลสเตอร์ ซิตี้

สโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้เป็นสโมสรฟุตบอลเก่าแก่อีกหนึ่งสโมสรของอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1884 มีอายุกว่า 134 ปี ตั้งอยู่ในภาคมิดแลนด์ตะวันออกของ อังกฤษ ได้รับฉายาว่า “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “จิ้งจอกสยาม” ในประเทศไทย แต่เดิมมีชื่อว่า สโมสร เลสเตอร์ ฟอสส์ (Leicester Fosse) กระทั่งในปี 2010 เจ้าสัววิชัยได้รับการติดต่อจาก จิ้งจอกสยาม หรือที่เรารู้จักในนาม เลสเตอร์ ซิตี้ ให้เข้ามาเป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอก ด้วยเงินราว ๆ 2-3 แสนปอนด์ จนตัดสินใจซื้อสโมสรและค่อย ๆ พัฒนาทีมจนเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดในปี 2014 และสามารถสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ด้วยการนำทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยแรกของสโมสรได้อย่างน่าภาคภูมิใจ จนหลายคนต่างกล่าวขานว่าเป็นทีมม้ามืด ที่สร้างปรากฏการณ์ให้คนทั่วโลกทึ่ง และจดจำผลงานของพวกเขา จนกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครหลายคน

การจากลาครั้งสุดท้าย ที่ทิ้งไว้แต่สิ่งดี ๆ ให้รำลึกถึง

                การนำทีมจิ้งจอกสยาม หรือ เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้นั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวที่หลายคนกล่าวถึง และชื่นชมเจ้าสัววิชัย แต่ยังมีสิ่งดี ๆ มากมายที่คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นแบบอย่างของผู้นำที่ดี ในการบริหารอาณาจักร คิง เพาเวอร์ และประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ รวมถึงแนวคิด และวิสัยทัศน์ที่ดีเยี่ยม ความมุ่งมั่นและความพยายามปลุกปั้นให้สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ กลับมาสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการฟุตบอลอีกครั้ง ยิ่งเป็นการยืนยันและการันตีว่า ความดีและความสามารถคือสิ่งที่ทำให้คุณวิชัย  ศรีวัฒนประภา กลายเป็นฮีโร่ในใจของใครหลาย ๆ คน แม้ว่าฮีโร่คนนี้จะสิ้นลมหายใจไปแล้วก็ตาม

สรวลเสเฮฮา เสวนาเรื่อง “กัญชาเพื่อสันทนาการ”

เป็นที่ฮือฮากันอย่างมาก เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ามีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายในการรับรองการปลูก จำหน่าย และเสพกัญชา “เพื่อการสันทนาการ” โดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วในเมืองเซนต์จอห์น ประเทศแคนาดา

จากกระแสข่าวดังกล่าว ทำให้คนทั่วโลกให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยก็ให้ความสนใจกับข่าวนี้เช่นเดียวกัน จะเห็นจากการแชร์ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ และสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และหากพูดถึงกฎหมายเรื่องการอนุญาตใช้กัญชาแบบถูกกฎหมาย นับว่าเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันมายาวนาน และมีกระแสข่าวออกมาโดยตลอด เพราะในบางประเทศมีการเปิดเสรีให้สามารถซื้อขายกัญชาได้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย กัญชายังถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จึงเป็นที่น่าสนใจว่า แล้วมีประเทศใดบ้างล่ะ ที่อนุญาตให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และประเทศเหล่านี้ได้อะไรจากการเปิดเสรีกัญชา

กัญชา พืชมหัศจรรย์ ที่หลายประเทศต่างให้ความสนใจ

กัญชาอาจเป็นพืชต้องห้ามในหลายประเทศ แต่สำหรับบางประเทศแล้ว กัญชานับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล และกลายเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เริ่มจากสหรัฐอเมริกาที่ได้ประกาศให้การเสพกัญชาเพื่อ “ความบันเทิง” กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในวงการธุรกิจบันเทิงอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีอีก 29 รัฐที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ถึงแม้ว่ากฎหมายระดับประเทศ (Federal Law) ยังคงห้ามอยู่ก็ตาม

นอกจากนี้ ยิ่งเป็นที่น่าจับตามองมากขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ แคนาดาทำให้กัญชากลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ที่ทำรายได้ให้ประเทศมหาศาล ซึ่งล่าสุดได้มีการประกาศให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้ รวมถึงเนเธอร์แลนด์ และสเปน ที่ใช้กัญชาเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก  เรียกได้ว่าการเปิดเสรีตลาดกัญชาได้รับเสียงตอบรับอย่างมาก และมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้น แม้กระทั่งประเทศอุรุกวัย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้สารเสพติด และอาชญากรรมมากเป็นอันดับต้น ๆ ก็ยังมีการสนับสนุนและเป็นผู้บุกเบิกตลาดกัญชาอย่างถูกกฎหมาย เพื่อลดปัญหาดังกล่าวลง และในขณะนี้ประเทศที่น่าจับตามองในการเปิดตลาดการค้ากัญชาแห่งใหม่ของโลกนั่นก็คือ ออสเตรเลีย ที่คาดว่าจะมีการเปิดตลาดการค้าส่งออกกัญชาเพื่อการเเพทย์ จะเห็นได้ว่าในประเทศเหล่านี้ รวมถึงอีกหลาย ๆ ประเทศกำลังมองว่าธุรกิจกัญชากำลังจะเติบโต ถึงแม้ว่ากัญชายังเป็นสิ่งต้องห้ามในบางประเทศก็ตาม

ทำไมกัญชาจึงยังเป็นสิ่งต้องห้าม ในหลายประเทศ

ในหลายประเทศกัญชายังคงเป็นสิ่งต้องห้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย หากพูดถึงกัญชา เรามักจะนึกถึงสารเสพติดร้ายแรง เนื่องจากกฎหมายไทยยังไม่อนุญาตให้ใช้กัญชาได้อย่างถูกต้อง อนุญาตให้ครอบครองได้ในกรณีเพื่อศึกษาและวิจัยเท่านั้น ถึงแม้จะมีผู้ลักลอบขายหรือเสพอยู่ก็ตาม และถึงแม้ว่าข้อมูลการวิจัยจากต่างประเทศจะระบุว่าการใช้กัญชานั้น มีผลทำให้ผู้เสพมีอาการเสพติดได้น้อยกว่าสารเสพติดอื่น ๆ และการใช้กัญชาในปริมาณมาก ๆ ยังห่างไกลจากอันตรายถึงชีวิตเมื่อเทียบกับ เฮโรอีน โคเคน ยาบ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพลักษณ์ของคนติดกัญชา มักจะถูกมองในด้านลบ สังคมไม่ค่อยให้การยอมรับ ไม่ว่าเป็นเป็นรูปร่างผอมแห้งแรงน้อย ตาไม่ค่อยสู้แสงจนต้องสวมแว่นกันแดด หรือภาพลักษณ์แย่ ๆ อื่น ๆ

ถึงแม้ว่าผลการวิจัยส่วนใหญ่จะระบุว่ากัญชาก็คล้ายกับเหล้า บุหรี่ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรืออาจกล่าวได้ว่ากัญชามีอันตรายน้อยกว่า และยังเป็นยารักษาโรคที่ดี โดยเฉพาะโรคมะเร็ง แต่ความเชื่อ หรือทัศนคติของคนในสังคมไทย ก็ยังไม่เปิดรับมากนัก ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะเห็นว่า หากมีการประกาศให้กัญชาเป็นสินค้าที่ถูกกฎหมายก็ดูจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนในประเทศเสพสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เหล้า บุหรี่ที่มีอยู่ทั่วไป และปฏิเสธไม่ได้ว่ากฎหมายบ้านเรายังมีช่องโหว่ที่เอื้อต่อการหาผลประโยชน์ในด้านนี้อยู่มาก นอกจากนี้คนในประเทศยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกัญชา รวมถึงยังขาดระเบียบวินัย จึงอาจกล่าวได้ว่าในตอนนี้อาจยังไม่ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะอนุญาตให้การใช้กัญชาเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย