อุรุกวัย แชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกที่น่าจับตามองขึ้นเรื่อย ๆ

ในทัศนคติของหลาย ๆ คน ว่าที่แชมป์ฟุตบอลโลกที่นึกถึงหรือจินตนาการถึงนั้น มักจะต้องเป็นทีมชาติที่มีมาตรฐานฟุตบอลในระดับสูง ๆ หรือทีมชาติที่มีนักเตะระดับมืออาชีพในสโมสรดัง ๆ เช่น ทีมชาติบราซิลที่มี Neymar da Silva Santos Júnior ทีมชาติอาร์เจนตินาที่มี Lionel Andrés Messi Cuccittini หรือทีมชาติโปรตุเกสที่มี Cristiano Ronaldo dos Santos Aveiro เป็นต้น แต่รู้หรือไม่ว่าแชมป์ฟุตบอลโลกเคยถูกคว้าโดยทีมชาติเล็ก ๆ อย่างอุรุกวัยมาแล้วถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกได้แชมป์เมื่อปี ค.ศ. 1930 และครั้งที่สองเมื่อปี ค.ศ. 1950

ฟุตบอลโลกครั้งแรกถูกจัดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1930 โดยมีอุรุกวัยเป็นเจ้าภาพในการจัดแข่งขัน และเป็นฟุตบอลทีมชาติของอุรุกวัยนั่นแหละที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกได้สำเร็จ ส่วนรองชนะเลิศอันดับสองและอันดับสามนั้น ได้แก่ อาร์เจนตินาและสหรัฐอเมริกาตามลำดับ และครั้งล่าสุดที่ทีมชาติอุรุกวัยสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ก็คือเมื่อปี ค.ศ. 1950 หลังจากนั้นทีมชาติอุรุกวัยก็ไม่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้อีกเลย ซึ่งถือว่าทิ้งช่วงระยะเวลาการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกมาอย่างยาวนาน  

ภาพลักษณ์ของแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกของโลก

ภาพลักษณ์ของฟุตบอลทีมชาติอุรุกวัย นอกจากจะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลกแล้ว ก็แทบจะถูกลืมไปหมดทั้งสิ้น เนื่องจากในระยะแรก ๆ ทีมชาติดังกล่าว ไม่ได้มีนักบอลระดับมืออาชีพหรือชื่อดังอย่างทีมชาติอื่น ๆ ในการเสริมทัพลงแข่งสักเท่าไหร่ จึงทำให้ฟุตบอลทีมชาติอุรุกวัยมักจะถูกมองข้ามความสามารถอยู่เสมอ

แต่ในยุคปัจจุบันความคิดดังกล่าวบางส่วนก็ได้ถูกพังทลายลงไปบ้างแล้ว เพราะมีนักเตะคนดังฝีเท้าดีร่วมเสริมทัพให้กับทีมชาติอุรุกวัยในศึกฟุตบอลโลก อย่างเช่น หลุยส์ ซัวเรซ จากสโมสรบาร์เซโลน่า เอดินสัน คาวานี่ จากสโมสรปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ดิเอโก้ โกดินจากสโมสรแอตเลติโก มาดริด หรือ ลูคัส ตอร์เรย์ร่า จากสโมสรอาร์เซน่อล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนักเตะฝีเท้าดีรายอื่น ๆ ร่วมลงเตะให้กับทีมชาติอีกด้วย จนทำให้หลายคู่สายตาหันกลับมาจับตามองแชมป์เก่าสมัยแรกอย่างไม่ละสายตา

ความหวังของแฟนบอลอุรุกวัยเริ่มกลับมา

หลังจากทีมชาติอุรุกวัยไม่เคยเข้ารอบสุดท้ายและห่างหายจากคำว่าแชมป์โลกไปนานหลายปี จนทำให้แฟนบอลเริ่มห่อเหี่ยวใจ หมดหวัง แต่แล้วในปี ค.ศ. 2018 อุรุกวัยสามารถแสดงฝีเท้าโดยการคว้าแชมป์กลุ่มเอ เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ และที่สำคัญพวกเขาสามารถชนะทีมชาติรัสเซียได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วยคะแนนสามประตูต่อศูนย์ จึงทำให้แฟนบอลเริ่มกลับมามีความหวังว่า ฟุตบอลทีมชาติของพวกเขาจะนำพาถ้วยรางวัลกลับบ้านได้เป็นครั้งที่สาม ในฐานะแฟนบอลมาร่วมด้วยช่วยกันลุ้นและจับตาดูกันว่าในปี ค.ศ. 2022 อุรุกวัยจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและลบคำสบประมาทของเซียนบอลหลาย ๆ คน จนสามรถกลับมาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่สามได้หรือไม่